#14 : จดหมายถึงลูก ตอนที่ 3- วิธีบริหารโรงสีข้าวฉบับพ่อสอนลูก

เขียนเลียบค่ายมาตั้งหลายวันแล้ว ยังไม่เข้าถึงร้านสีซะที จริงๆแล้วการสีข้าวเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการสีข้าวที่สำคัญ แต่โรงสีข้าวนั้น กิจกรรมหลังจากที่ได้ตกลงซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรชาวนาลงพื้นปูนซีเมนต์แล้วก็ยังไม่หมด   ถ้าจะว่าไปแล้ว งานเพิ่งเริ่มต้นต่างหาก เพราะข้าวเปลือกทุกเมล็ด ต้องเข้าตู้อบทันที ถ้าทิ้งไว้ไม่กี่ชั่วโมงก็จะมีความร้อนขึ้นในกองข้าว สังเกตดูบางโรงสี ตู้อบไม่พอต้องย้ายกองข้าวเปลือกหรือเกลี่ยออกตากแดดไว้สักหลายชั่วโมง ป้องกันการเสียหายจากข้าวเปลือกเสื่อมคุณภาพ   การอบลดความชื้นก็มีเทคนิคมากมาย ตู้อบแต่ละข้าวก็ไม่เหมือนกัน มีแบบคอลัมน์ แบบซิกแซกสลับไปมา (LSU)  ทั้งสองแบบใช้ความร้อนไม่เหมือนกัน ความเร็วในการอบก็ต่างกัน ความร้อน ความเร็ว และคุณภาพของข้าวเปลือกเป็นตัวคูณกัน กล่าวคือ ถ้าอบเร็ว อบร้อน ก็ป่นมาก   ถ้าอบน้อย ร้อนมาก ยิ่งป่นมากกว่า   ถ้าอบช้า ความร้อนน้อย และมีเวลาพักตัวให้ข้าวได้คลายความร้อน จนจะได้ข้าวเปลือกที่ดี (เราเรียกกันว่าคลายเครียด) ป๊าว่าคนที่เครียดนั้นไม่ใช่ข้าวเปลือกแต่เป็นเจ้าของโรงสีมากกว่า  ในกรณีที่มีการนำข้าวเปลือกอบเพื่อนำไปเป็นข้าวปลูก (พันธุ์ข้าว) ต้องให้ความร้อนไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส ไม่เช่นนั้นเยื่อเจริญจะตาย ข้าวจะไม่งอก ข้าวเปลือกก็มีชีวิตที่จะสืบสายพันธุ์ของมันต่อไปแต่ถ้าถูกอบด้วยความร้อนสูงข้าวเปลือกก็จะตายได้เหมือนกัน ใครที่ต้องการทำข้าวปลูกต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย เมื่ออบข้าวได้แล้วต้องตากผึ่งไว้อีก 24 ชั่วโมงเพื่อให้ข้าวเปลือกคลายความร้อน เพราะเมื่อข้าวเปลือกรับความร้อนผิวข้าวเปลือกจะแห้ง น้ำหรือที่เราเรียกว่าความชื้น จะเข้าไปอยู่ด้านในคือเมล็ดข้าวจะเปียกมาก เมื่อออกจากตู้อบ หรือไม่ให้ความร้อนแล้ว ปล่อยให้ข้าวเปลือกไหลผ่านอยู่ในตู้อบแต่เป่าลมธรรมชาติเข้าไป…

#13 : จดหมายถึงลูก ตอนที่ 2- วิธีบริหารโรงสีข้าวฉบับพ่อสอนลูก

โรงสีข้าวเป็นธุรกิจที่มีเสน่ห์มาก เป็นโรงงานที่ลงทุนมากก็จริง แต่อายุเครื่องจักรมีอายุยืนยาว เรียกว่าโรงสีโรงหนึ่งสามารถสีข้าวได้ถึง 20 ปีเป็นอย่างน้อย ที่ดินที่สร้างโรงสีริมชานเมืองในวันนี้ อีก 20 ปี ก็อาจเป็นที่ในเมือง เฉพาะขายที่ดินก็รวยไม่รู้เรื่องแล้ว (อันนี้มีตัวอย่างที่จังหวัดสระบุรี ขายที่ของโรงสี เขาบอกว่าจ้างคุณรื้อโรงสีออกไปด้วยโดยจ่ายค่ารื้อถอนให้อีกต่างหาก) เป็นธุรกิจที่สังคมยอมรับว่าเป็นคหบดีในท้องถิ่น เป็นผู้ที่ช่วยเหลือสังคมและเป็นที่พึ่งของสังคม มีการติดต่อกับธุรกิจด้านการค้าสาขาอื่นๆอีกมาก   มาดูกันว่าโรงสีข้าวเค้าดำเนินธุรกิจกันยังไงบ้าง ในการสีข้าวแต่ละวัน คิดว่ากำไรน่าจะอยู่ที่เกวียนละ 100 บาท สีข้าววันละ 300 เกวียน ปีละ 200 วัน คิดง่ายๆว่าปีหนึ่งสี 30,000 เกวียน ก็จะได้กำไร 6,000,000 บาท นี่เราคิดเฉพาะผลต่างจากการสีข้าวเท่านั้น  ไม่ได้รวมถึงการขายซื้อเข้าและการอบลดความชื้น   ซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรชาวนาท้องถิ่นและใกล้เคียงนำมาเก็บสต็อก 20,000 เกวียนเมื่อต้นปี เก็บถึงปลายปี ราคาขึ้นเกวียนละ 1,000 บาท ก็จะได้กำไรขั้นต้น 20,000,000 บาท (แต่ต้องลงทุน 120,000,000 บาท หักต้นทุนดอกเบี้ยที่กู้ธนาคารมา 5% บางท่านอาจมากหรือน้อยกว่านี้)…

#12 : จดหมายถึงลูก ตอนที่ 1- วิธีบริหารโรงสีข้าว ฉบับพ่อสอนลูก

จดหมายถึงลูก ตอนที่ 1- วิธีบริหารโรงสีข้าว ฉบับพ่อสอนลูก เมื่อวานนี้ลูกถามป๊าว่า ข้าวเปลือกเมล็ดเดียวนั้นเมื่อโรงสีสีข้าวออกมาแล้วจะได้ผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง วันนี้จะตอบจดหมายลูกว่าข้าวเปลือกเพียงเมล็ดเดียวเมื่อผ่านเครื่องจักรในโรงสีข้าวจะได้ผลิตภัณฑ์ถึง 13 ชนิด นั่นคือ ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ข้าวสาร / ข้าวต้น / ข้าวเต็มเมล็ด ข้าวสามส่วน ข้าวท่อน ข้าวปลาย ข้าวปลายเล็ก รำหยาบ รำละเอียด เศษข้าวกล้อง (ที่รถเหยียบแตกระกว่างตากบนลานและการเคลื่อนย้าย) กรวด หิน ดิน ทราย แกลบ ละออง เศษฟาง ทั้ง 13 ผลิตภัณฑ์นั้นมีราคาของมันอยู่และเป็นหั่งเช้ง (สภาวะตลาด) ในเวลานั้นๆ มีการแจ้งราคาขึ้นวันละ 2 ครั้ง เหมือนกับตลาดหุ้น ฉะนั้นการซื้อขายจึงต้องฟังหั่งเช้งตลอด   เวลาที่ลูกได้ยินเจ้าของโรงสีพูดเสมอว่า “หั่งเช้งไม่ดี ” แปลว่าสภาวะตลาดไม่ค่อยดี บางครั้งราคาข้าวเปลือกที่ซื้อเข้าก็แพงกว่าราคาข้าวสารและผลิตภัณฑ์ทุกรายการรวมกันแล้วหักออกด้วยค่าใช้จ่ายในการสีข้าวแล้วไม่มีกำไร   เกือบลืมไปยังไม่ได้บอกลูกว่าค่าใช้จ่ายในการสีข้าวมีอะไรบ้าง ค่ากากเพชร น้ำเกลือ ยาเส้น ค่าลูกยางกลมกะเทาะข้าวเปลือก…

#10 : 17 แนวคิดที่ ‘เตี่ย’ สอน ‘เสี่ย’ บริหารงานโรงสีข้าว

1. เป็นแบบอย่างที่ดี การสอนลูกหลานในบ้านมีใช่เพียงแต่ดุด่าว่ากล่าวพร่ำอบรมนิสัย สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร แต่การสอนที่ได้ผลดีที่สุดและมิต้องเปลืองวาจา คือ การทำตัวเป็นแบบอย่างแก่ลูกหลาน ถ้าพ่อแม่ทำตัวดี มีจิตใจเมตตา มีอารมณ์ขัน ขยันขันแข็งและมีคุณธรรม ลูกๆก็จะได้รับอิทธิพลนั้นมาด้วยอย่างไม่รู้ตัว เพราะแบบอย่างที่ดีนั้นผู้ที่มีความเป็นอยู่ใกล้ชิดจะรับมาอย่างธรรมชาติ การทำอาชีพโรงสีข้าวนั้นต้องมีความขยัน จึงจะประสบความสำเร็จ  การทำงานแบบต่อเนื่อง ไม่มีวันหยุด เกือบจะเรียกว่าไม่มีวันลาอีกด้วย ดังนั้น ลูกหลานที่เห็นคุณพ่อ คุณแม่ทำงานทั้งวันย่อมมีความประทับใจและอยากจะแบ่งเบาภาระของท่านโดยธรรมชาติ ต้นแบบที่ดีย่อมได้ผู้ตามที่ดี อาชีพการสีข้าวนั้นกำไรต่อหน่วยน้อยมาก หากว่าไม่ขยันก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ   2. ความโลภ อาชีพสีข้าวนั้นมีข้อจำกัดมากมาย ความโลภจะทำให้ธุรกิจมีปัญหา อาชีพการสีข้าวไม่ใช่ตัวเลขที่จะมาคิดคำนวณได้ว่าจะต้องทำกำไรเท่านั้นเท่านี้ การสีข้าวมากกว่าก็ไม่เป็นการยืนยันว่าจะกำไรมากกว่า มีหลายท่านคิดว่าทำโรงสี 100 เกวียนต่อวันกำไรเท่านี้ ถ้าเราสร้างโรงสีใหม่ให้สีข้าวได้วันละ 300 เกวียน น่าจะกำไรมากกว่านี้อีก 2 เท่า เช่นนี้ท่านอาจจะมีปัญหาได้ เพราะการสีข้าวได้มากแต่ไม่มีตลาดที่ดีรองรับก็ขายไม่ได้  ข้าวเปลือกที่ท่านสต๊อกไว้อาจมีปัญหาในการจัดเก็บ ราคาตก ท่านคำนวณหั่งเช้งพลาด ขายข้าวแล้วเก็บเงินไม่เข้าเป้า อีกมากมายคือปัญหาในการขายและซื้อก็ไม่ใช่ว่าสีข้าวมากแล้วจะกำไรมาก ต้องเหมาะสมกับขนาดกระเป๋าของท่านด้วย เมื่อเห็นโรงสีอื่นเขามีกำไรกับข้าวเปลือกพันธุ์นั้น ชนิดนี้ ตลาดส่วนนั้น เราก็คิดว่าเราน่าจะทำได้ กำลังผลิตเรามีแค่นี้ ก็จะขยาย สร้างใหม่ให้ใหญ่โตทัดเทียมเพื่อน คนเรามีโชค…

#8 : 21 เคล็ดลับ ค้าแบบโรงสีข้าว รวยแบบโรงสีข้าว

21 เคล็ดลับ ค้าแบบโรงสีข้าว รวยแบบโรงสีข้าว ถ้าจะพูดถึงเรื่องการทำมาค้าขายก็ต้องยกย่องและยอมรับวิถีทางของคนจีน โดยเฉพาะอาชีพการทําโรงสีข้าว เถ้าแก่โรงสีข้าวส่วนใหญ่ล้วนประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง ทั้งๆที่หลายท่านเริ่มมาจากศูนย์ บางท่านเริ่มมาจากการเป็นลูกจ้างโรงสีขนาดใหญ่มาก่อนด้วยซ้ำไป หลักการของเถ้าแก่โรงสีข้าวนั้นลุ่มลึก ผ่านการเรียนรู้ทดลองผิดถูกจากประสบการณ์ที่ผ่านมา จากกาลเวลาจนกระทั่งตกผลึกเป็นปรัชญาของการค้า เมื่อท่านคิดจะทำโรงสีข้าวให้รุ่งเรืองไม่ว่าจะเป็นโรงสีข้าวขนาดใหญ่หรือเล็ก จะต้องมีหลักการเป็นจุดยืนของตนเองและศึกษาปฏิบัติตามปรัชญาการค้าของคนอื่นด้วย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและเฉียบคมในการบริหาร เพื่อให้ทันสมัยในยุคที่การแข่งขันไร้พรมแดน ยุคที่หั่งเช้งอยู่แค่ปุ่มโทรศัพท์มือถือ ดังคำกล่าวที่ว่า  “อยากขึ้นเขาสูง ก็ต้องถามทางจากผู้ที่ลงมาแล้ว” สารพันเคล็ดวิธีที่จะกล่าวต่อไปนี้ ผมได้รวบรวมจากตำราเก่าๆ และอื่นๆอีกหลายเล่ม ว่าด้วยปรัชญาการค้าของมังกรโบราณ นำมาเรียบเรียงและเพิ่มเติมให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น การค้าจะรุ่งเรืองต้องอาศัยกลยุทธ์ที่แตกต่าง แต่หัวใจการค้าต้องยึดมั่นในคุณธรรมและความซื่อสัตย์ 1. ยิ้มแย้มแจ่มใส คิดจะทำโรงสีข้าว ต้องมีหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เรียกว่าหน้ารับแขก เพราะว่าลูกค้าของโรงสีข้าวนั้นมีทุกระดับ ตั้งแต่เกษตรกรชาวนา พ่อค้าข้าวเปลือก นายธนาคาร ข้าราชการ กระทั่งเถ้าแก่โรงสีด้วยกัน หน้าไม่รับแขก คงทำการค้าขายไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน การซื้อขาย ต่อรองราคา ต้องมีอัธยาศัยไมตรีอันดี คงไม่มีใครอยากนำข้าวเปลือกมาขายกับคนที่หน้าบอกบุญไม่รับ และถ้าไม่มีข้าวเปลือกมาแล้วโรงสีข้าวจะได้วัตถุดิบที่ไหนมาทำการสี   2. กล้าคิดกล้าลงทุน โรงสีข้าวนั้นเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนอย่างมาก ถ้ามัวแต่หวงเงินก้อนใหญ่ไว้แล้วจะคิดหางานใหญ่ทำได้อย่างไร การทำโรงสีต้องคิดปรับปรุงตลอดเวลา ควรตั้งงบส่วนหนึ่งไว้พัฒนาในส่วนของร้านสี ซื้อเครื่องมือใหม่ๆ ที่ทันสมัย เพื่อให้เกิดการสร้างงาน…

#7 : ซื้อข้าวเปลือกอย่างไรให้ได้ข้าวที่ดี

ซื้อข้าวเปลือกอย่างไรให้ได้ข้าวที่ดี เรื่องเล่าจากโรงสีข้าวแห่งหนึ่งที่รุ่นพ่อถ่ายทอดวิธีการบริหารจัดการการสีข้าวในโรงสีให้รุ่นลูก ความรู้พวกนี้ถือเป็นเคล็ดลับ เป็นหลักสูตรที่สอนเถ้าแก่รุ่นต่อไป การบริหารโรงสีต้องแบ่งออกเป็น 8 ส่วน นั่นก็คือ การจัดซื้อข้าวเปลือก การอบข้าวเปลือก การจัดเก็บข้าวเปลือก การแปรสภาพข้าวเปลือก (เครื่องจักรสีข้าวในร้านสี) การบริหาร (ด้านพนักงาน) การสต็อก ข้าวสาร การตลาด การเงิน ทั้ง 8 ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก วันนี้ผมอยากจะแบ่งปันความรู้ในข้อแรกก่อน ถ้าปราศจากการจัดซื้อข้าวเปลือกที่ดีแล้ว ส่วนที่เหลือทั้งหมด ทั้งการอบ การสี การบริหารต่างๆ ก็แทบไม่มีความหมายเลยล่ะครับ  เรื่องเล่าจากจังหวัดสุรินทร์มีอยู่ว่า…. ครั้งหนึ่งการซื้อข้าวเปลือกที่โรงสีในปีนั้นมีปัญหามาก เพราะว่าทางโรงสีได้จ้างหลงจู๊คนใหม่มาประจำหน้าที่ซื้อข้าวเปลือก จริงๆแล้วหลงจู๊คนนี้เคยอยู่ที่ภาคกลาง ซื้อข้าวนาปี นาปรังมากกว่า 10 ปีแล้ว ครั้งนี้เค้าย้ายตามภรรยามาที่สุรินทร์ จึงมาสมัครงานในตำแหน่งที่มีความถนัด คือรับซื้อข้าวเปลือก ต้องยอมรับว่าเค้ามีความสามารถจริงๆ เพราะข้าวเปลือกแต่ละรถแต่ละเกวียนที่ผ่านเข้ามาในมือ หลงจู๊คนนี้จะรู้ละเอียดว่าข้าวชนิดไหนน้ำหนักเป็นอย่างไร ความชื้นนี้แทบไม่ต้องวัดเลยเพราะอ่านขาดทุกตัวอย่าง เถ้าแก่ก็ไว้ใจให้ทดลองตีราคา หลายเดือนผ่านไปลูกค้าข้าวเปลือกก็ลดลงเรื่อยๆ วันหนึ่งๆ มีคนมาขายน้อยมาก ข้าวเปลือกจึงไม่พอป้อนร้านสี เถ้าแก่ไม่รอช้ารีบปรึกษากับหลงจู๊ทันที เถ้าแก่ : “สถานการณ์ข้าวเปลือกเป็นยังไง ทำไมลูกค้าข้าวเปลือกจึงลดลงๆ” หลงจู๊ :…