#24 : 3 วิชาชีวิตที่ไม่มีสอนในตำรา

3 วิชาชีวิตที่ไม่มีสอนในตำรา   การประสบความสำเร็จและมีชีวิตแบบนั้น สภาพความเป็นอยู่ในวันนี้ไม่ได้ตัดสินใจในวันนี้ แต่มันเป็นผลที่มาจากเป้าหมายชีวิตของพวกเราในวันนี้  สำหรับคนที่มองการณ์ไกลและมีเป้าหมายในชีวิต การเลือกในวันนี้จะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในอนาคตล่วงหน้า  “จากหนังสือ ชีวิตที่ไม่มีในตำรา”   มองการณ์ไกล และมีเป้าหมาย  อีก 10 ปีข้างหน้า จะไม่มีใครแทนที่คุณได้       ปรัชญาชีวิตของ มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ได้กล่าวไว้ว่า  “หากเป้าหมายชีวิตของคนคนหนึ่ง ยิ่งไกล เขาก็จะยิ่งประสบความสำเร็จมาก”      เป้าหมายชีวิตที่สูงส่งและงดงามสามารถดึงดูดให้ขยันและต่อสู้ไม่หยุด เพื่อให้บรรลุถึงความสำเร็จ   ทุกครั้งที่คุณเหนื่อยหน่ายและเกียจคร้าน มันจะเปรียบเหมือนนาฬิกาปลุกที่ปลุกคุณตื่นขึ้นในเวลาเช้า เมื่อคุณเหนื่อยจนก้าวเท้าไม่ออก มันก็เปรียบเหมือน โอเอซีส ของชึวิต ท่ามกลางทะเลทรายที่ทำให้คุณมีความหวัง   เมื่อคุณพบอุปสรรคแล้วรู้สึกหดหู่ใจ มันก็เปรียบเหมือนพระอาทิตย์ในยามฟ้าสางที่ขับไล่หมอกควันที่กระจายอยู่เต็มท้องฟ้า คนที่มองการณ์ไกลและมีเป้าหมาย เมื่อเป้าหมายของชีวิตไล่กวดเข้ามาก็จะกระตุ้นตนเองตลอดเวลา พวกเขาจะได้รับพลังแห่งจิตวิญญาณที่เปล่งประกายทำให้เกิดอารมณ์การต่อสู้   ที่หลายปีก่อนที่คุณเคยคิดและตั้งเป้าหมายไว้ ว่าจะสร้างโรงสีข้าวแบบไหน ขนาดกำลังผลิตวันละเท่าไหร่  จะซื้อข้าวเปลือกพันธุ์ไหน จะสีข้าวคุณภาพระดับไหน แล้วขายข้าวให้กับลูกค้าคนไหน ตลาดภายในประเทศ หรือส่งออกต่างประเทศ คุณจะหยุดตัวเองที่จุดไหน เมื่อถึงจุดนั้นแล้วคุณจะทำอะไร…

#22 : บริหารโรงสีข้าวให้รวยด้วยกลยุทธ์ซุนวู

ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจขนาดใหญ่ ล้วนแต่ต้องการให้ธุรกิจของเขาเหล่านั้นประสบความสำเร็จ   โลกหมุนไปตามกาลเวลา แต่อย่าปล่อยให้ความหยุดนิ่งมาฆ่าความสำเร็จคุณ   แต่ถ้าหากคุณประสบปัญหาด้านธุรกิจและคุณไม่มีแบบแผนกลยุทธ์ด้านการตลาดมาใช้กับธุรกิจ พอจะมีวิธีไหมที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจ?   เราต่างรู้กันดีว่า คนจีนมีชื่อเสียงในเรื่องการค้าขายและการทำธุรกิจ  นับแต่สมัยสุโขทัย พ่อค้าชาวจีนเริ่มเข้ามาติดต่อค้าขาย และเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานสมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่จึงมีเชื้อสายชาวจีนอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งผู้เขียนและผู้อ่านบางท่านก็อาจจะมีเชื้อสายชาวจีนอยู่เหมือนกัน   เมื่อประมาณ 482 ปี ก่อน ค.ศ   “ซุนวู” นักปรัชญาชาวจีนท่านหนึ่งเป็นผู้เขียน  “ตำราพิชัยสงคราม” ภายในตำรามีหลักทฤษฏีด้านการทหารจนผู้นำทั่วโลกยอมรับ อาทิ นโปเลียน   เอร์วิน รอมเมล พระเจ้าไกเซอร์ นาวิกโยธินสหรัฐอเมริกา ทุกคนต้องอ่านตำราเล่มนี้ หรือแม้แต่บุคคลสำคัญในบ้านเรา นั่นคือ ท่านปรีดี พนมยงค์  ก็ต้องนำตำราพิชัยสงครามไปอ่าน เป็นต้น  จะเห็นได้ว่า ”ซูนวู” นั้นมีความยิ่งใหญ่และความสามารถมากเพียงใด   นอกจากเป็นตำราเพื่อบอกวิธีการรบ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกตกตลึงไปกับ “ตำราพิชัยสงคราม” คือ สามารถนำหลักการการรบมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กรธุรกิจและด้านการจัดการของธุรกิจอีกด้วย  เพราะบุคคลชั้นนำของโลกด้านธุรกิจ นำหลักทฤษฏีของซุนวู มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ เช่น บิล เกตส์…

#21 : 3 นิทานสอนใจได้แง่คิด ที่ผมชอบเล่าให้ฟังเสมอๆ

จากหนังสือหลายๆ เล่ม จากเรื่องราว นิทาน หลายๆเรื่อง เราจะได้ข้อคิดแนวคิดในการใช้ชีวิตให้มีความสุขได้    1. ตะปูในใจคุณ มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง และบอกกับเขาว่า   “ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน”   วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ   ในแต่ละวันที่ผ่านไปก็ลดจำนวนลง น้อยลง น้อยลง เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ   และแล้ว หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ และบอกกับพ่อของเขาว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา   พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง”   วันแล้ววันเล่า…

#23 : 3 กลยุทธ์ที่ทำให้ธุรกิจยังคงเดินต่อไป (อย่างดี) ข้อคิดสำหรับบริหารโรงสีข้าว

3 กลยุทธ์ที่ทำให้ธุรกิจยังคงเดินต่อไป (อย่างดี) ข้อคิดสำหรับบริหารโรงสีข้าว กลยุทธ์ 1 เลิกเสี่ยง   คนที่ระวังเกินไปแทบจะไม่เคยพบกับความสำเร็จ (ฟรีคริช ฟอน ชิลเล่อร์ )   สิ่งที่ยากพอๆ กับความสำเร็จ คือ การเสี่ยงทั้งที่กำลังประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นการเสี่ยงที่มีข้อมูลแน่ชัดว่าไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยง   ทุกวันนี้เรามัวแต่ทุ่มเทเวลาและพยายามมากมายไปกับการประเมินความเสี่ยงให้ครอบคลุมทุกด้าน ไล่ตั้งแต่ตัวเลขสถิติที่แสดงการขาดทุนไปจนถึงความเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายและข้อบังคับ   แต่จากประสบการณ์ของผม เกณฑ์ที่ใช้ประเมินว่า เมื่อไหร่ที่เราควรสำรวจความเป็นไปได้ในการลองเสี่ยงทำอะไรใหม่ๆ ก็คือ ความรู้สึกในของตัวเราเอง หากเรารู้สึกอึดอัดว่า เราน่าทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ อนาคตอาจจะไม่สดใสหากเราไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง หรือเราอาจพลาดโอกาสบางอย่างไป นั่นก็คือ ถึงเวลาที่เราต้องลองเสี่ยงดูแล้วละ   เวลาที่ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวยจนน่ากลัว อย่างที่คนรัสเซียพูดว่า “การมีชีวิตที่ดีเกินไปก็ใช่ว่าจะดี” บางทีตัวอย่างที่น่าสะเทือนใจ และพูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับการกล้าและไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง   ในประวัติศาสตร์ของโรงธุรกิจคงหนีไม่พ้นเรื่องราวของบริษัทในตำนานอย่างซีรอกซ์ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและพ่ายแพ้มาพอๆกัน นี่คือ ตัวอย่างของบริษัทที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ที่บริษัทได้สร้างตัวได้ด้วยนวัตกรรมอันล้ำสมัย แต่กลับตกหลุมพรางของความสำเร็จที่เกิดจากสินค้าเพียงตัวเดียว   เขาเลิกคิดที่จะเสี่ยงอย่างสิ้นเชิงทั้งๆที่มีโอกาสอยู่ในมือ เขาประมาทและไม่คิดว่าการคิดสิ่งใหม่ๆ นั้นต้องเสี่ยงที่จะขาดทุน เขาพอใจและมีความสุขในเวลานั้น   แน่นอนหนทางเบื้องหน้าย่อมมีความล้มเหลวรออยู่  สำหรับโลกธุรกิจแล้ว เราย่อมมีเหตุผลดีๆ…

#20 : โรงสีชุมชนจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ

ความสำเร็จของทุกคนเหมือนกันแต่ไม่เท่ากัน… ฟังดูว่าคล้ายๆกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันเพราะใจคนเราไม่เท่ากัน ความสำเร็จของคนหนึ่งอาจไม่ใช่ความสำเร็จของอีกคนหนึ่ง การทำธุรกิจก็เช่นกัน อาชีพเดียวกัน รับบริการสีข้าวให้ชุมชนเหมือนกันใช้เครื่องจักรแบรนด์เดียวกัน แต่ความสำเร็จต่างกัน   เจ้าของกิจการ โรงสีข้าวจ้าง  (โรงสีที่รับบริการสีข้าวให้ชุมชน) จะเป็นคนในหมู่บ้านหรือมาจากตำบลอื่นๆ ก็ไม่ผิดกติกาใดๆ ในอดีตที่ผ่านมาจะมีโรงสีข้าวจ้างนี้แทรกอยู่ในตำบลต่างๆ ที่เพาะปลูกข้าวกันหนาแน่นเกือบทุกตำบล ด้วยเหตุที่การคมนาคมยังไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน   ข้าวเปลือกในมือชาวนาที่เก็บไว้ในยุ้งฉางของตนเองยังมีอยู่เกือบทุกครัวเรือนเหมือนกับการออมเงินไว้ในครัวเรือนเมื่อข้าวเปลือกราคาดี ก็แบ่งออกมาขายให้โรงสีข้าวที่รับซื้อ   อีกส่วนหนึ่งก็เก็บไว้เมื่อต้องการบริโภคก็แบ่งออกมาส่งให้ “โรงสีข้าวจ้าง”แปรสภาพ (สีข้าว) ให้เป็นข้าวก้องหรือข้าวสารนำกลับมาใช้บริโภค (จึงไม่ต้องไปซื้อข้าวถุงสำเร็จเช่นปัจจุบัน)   วิถีเกษตรกรชาวนา เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมีรถเกี่ยวนวดข้าวเกิดขึ้น การเก็บเกี่ยวจากที่เคยเกี่ยวเมื่อข้าวสุกในท้องนา (ทุ่งรวงทอง) ก็มาเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวพลับพลึง ยังมีความชื้นสูงอยู่ ( 28-32 จุด) ข้าวสุกแต่ยังไม่เหลือง เพราะเมื่อเก็บเกี่ยวด้วยรถเกี่ยวแล้วข้าวจะไม่ร่วงมาก   แต่มีข้อแม้ว่า เมื่อเกี่ยวแล้วต้องนำไปผึ่ง/ตาก หรืออบลดความชื้นในทันที่ห้ามข้ามคืน (เพราะข้าวเปลือกจะเกิดความร้อนและเสื่อมคุณภาพเสียหายได้) ทำให้ราคาลดลงมาก   ส่วนใหญ่แล้วต้องรีบส่งข้าวเปลือกเกี่ยวสดนี้ไปโรงสีข้าวขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีเครื่องอบลดความชื้นขนาดใหญ่สามารถรองรับข้าวเปลือกได้วันละมากๆ   เมื่อทุกท้องนาส่วนใหญ่ทำอย่างนี้ข้าวเปลือกในมือชาวนาก็ลดลง การเก็บข้าวไว้บริโภค การเก็บไว้ทำพันธุ์ เก็บไว้เข้ายุ้งรอราคาและเก็บไว้ทำวิสาหกิจชุมชนก็ลดลง   เมื่อวัตถุดิบในมือลูกค้าลดลง โรงสีข้าวชุมชนก็ลดลงตามวิถีชุมชนที่เปลี่ยนไป…

#19 : 7 ข้อที่น่าสนใจในธุรกิจโรงสีข้าว

7 ข้อที่น่าสนใจในธุรกิจโรงสีข้าว… 1.  โรงสีข้าวเป็นธุรกิจด้านบริการ 2. เป็นธุรกิจที่ใช้เงินทุนมาก — ต้องลงทุนเพิ่มตลอดเวลา 3. เป็นธุรกิจที่ต้อง ซื้อสด — ขายเชื่อ 4. เป็นธุรกิจที่มีผลกำไรน้อยมากในอัตราส่วนการลงทุน 5. เป็นธุรกิจที่ต้องดูแลใกล้ชิดตลอดเวลาทั้งในการซื้อและในการขาย 6. เป็นธุรกิจที่มีความเปลี่ยนแปลงของราคาข้าวเปลือกและข้าวสารตลอดเวลา 7. เป็นธุรกิจที่เข้ามาไม่ยาก แต่เมื่ออยากจะออกนั้นไม่ง่าย   1. โรงสีข้าวเป็นธุรกิจด้านบริการ  ในสายธุรกิจการสีข้าวนั้นคือสายบริการ ตั้งแต่การซื้อข้าวเปลือก งานแรก คือ ต้องวัดความชื้นข้าวเปลือก ต้องบริการในเรื่องชั่งน้ำหนัก เก็บตัวอย่างข้าวเปลือก นำไปกองเก็บไว้เพื่อรอการเข้าตู้อบลดความชื้น  เมื่อเข้าตู้อบลดความชื้นนได้ความชื้นที่ต้องการ ก็ต้องนำมาเก็บไว้ในโกดังหรือไซโล เมื่อเก็บเป็นเวลานานก็ต้องจัดการเป่าลมเย็นเพื่อให้ข้าวเปลือกที่เริ่มมีความร้อนสะสมคลายความร้อนในตัวลง หรือถ้าไม่เป่าก็ต้องย้ายกองข้าวเปลือกคือทำให้มีการเคลื่อนย้ายเพื่อลดความร้อนสะสมนั่นเอง   2. เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนในการดำเนินการสูงมาก เพราะต้องรีบแย่งกันซื้อแข่งกับโรงสีทั้งข้างบ้านและจากต่างท้องถิ่น บางครั้งข้ามภาคมาซื้อแย่งกับเรา ซื้อข้าวเปลือกในต้นฤดูเก็บเกี่ยวเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็หมดแล้วใครที่ซื้อได้มากก็จะมีข้าวเปลือกไว้สีได้นานกว่า   ตัวอย่าง โรงสีวันละ 300 เกวียน ถ้าซื้อข้าวสต็อกไว้ 10,000 เกวียน ( คูณด้วย14,000.-บาท =140,000,000 )…

17)หนึ่งกุญแจสำคัญ สู่ความสำเร็จของการบริหารโรงสีข้าว

#18 : หนึ่งกุญแจสำคัญ สู่ความสำเร็จของการบริหารโรงสีข้าว

เมื่อคุณคิดจะสร้างโรงสีข้าว สวัสดี…ทุกท่านที่กำลังจะสร้างโรงสีข้าว โรงสีข้าว เป็นธุรกิจที่นำเสนอตัวเองว่าเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชุมชน มีการซื้อขายเป็นเงินสด ราคาเคลื่อนไหวขึ้นลงทุกวัน ทำให้มีการเก็งกำไรตลอดเวลา ข้าวขึ้นก็มีกำไร ข้าวลงก็มีกำไร เก็บไว้ไม่ขายก็มีกำไร ผลิตภัณฑ์ทุกรายการขายได้ และมีหั่งเช้ง (ราคาเคลื่อนไหว) ตลอดเวลา   ซึ่งที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีอีกหลายรายการที่ไม่ได้เขียนและบางรายการก็เขียนออกมาไม่ได้ (เพราะเป็นเทคนิคในการบริหาร) ต้องเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติงาน   เมื่อพูดถึงการลงทุนว่า “โรงสีต้องลงทุนอะไรบ้าง” เริ่มจากโรงสีข้าวขนาด 4 ตัน ข้าวเปลือก (เกรียน)/ชั่วโมง ที่เรียกกันแบบชาวบ้านทั่วไปว่าวันละ 100 เกวียน วันของโรงสีข้าวคือ 24 ชั่วโมง เกวียนคือน้ำหนักข้าวเปลือก 1000 กิโลกรัม การสีข้าววันละ 100 เกวียน คือ คุณจะสีข้าวเปลือกวันละ 100,000 กิโลกรัม เทียบเป็นรถบรรทุก 10 ล้อเท่ากับ 2 พ่วงกับหนึ่งเดียว   แต่คุณจะต้องเตรียมอะไรบ้างที่จะรองรับข้าวเปลือกจำนวนมากขนาดนี้ เมื่อสีข้าวเปลือกแล้วจะได้ผลผลิตออกมากี่ชนิด ตามอัตราส่วน (โดยประมาณ) เนื่องจากน้ำหนักอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามคุณภาพข้าวเปลือกที่นำเข้าไปสี ข้าวเต็มเมล็ด…

16)10 ข้อคิดเพื่อธุรกิจที่ก้าวหน้า ปี 2019

#17 : 10 ข้อคิดเพื่อธุรกิจที่ก้าวหน้า ปี 2019

การเดินทางไม่ว่าจะยาวไกลแค่ไหนก็ต้องมีก้าวแรก การสีข้าวก็เช่นกัน ถ้าท่านคิดวางแผนไว้ในสมอง ถามข้อมูล แคตตาล็อก สเปคเยอะแยะแค่ไหน ก็ไม่สามารถสีข้าวได้ จะเริ่มต้นสีข้าว ท่านต้องเริ่มจากการถมดิน สร้างอาคารขึ้นมา ในตอนแรกที่เริ่มสร้าง บางครั้งคิดว่ายังห่างไกลความจริงมาก ขอให้ลองก้าวทีละก้าว ไม่นานเกินรอประมาณสัก 7-8 เดือนก็เสร็จถ้าสร้างขนาดพอดี ไม่สร้างใหญ่เกินไป ลงมือทำและเดินไปทีละก้าว อย่ามองไกลเกิน อย่าหันหลังบ่อยไป ฟังคำแนะนำที่ดีได้ แต่อย่าเปลี่ยนบ่อย ถ้าทำได้อย่างนี้ไม่ช้าโรงสีข้าวก็เสร็จอย่างแน่นอน การทำโรงสีข้าวให้ประสบความสำเร็จ คือต้องสีข้าวให้เป็น และ ต้องขายได้ด้วย สุภาษิตของจีนกล่าวไว้ว่า “หมื่นลี้ต้องมีก้าวแรก”  วันไหนที่ขายข้าวกระสอบแรกได้แล้วนั้น คือ ท่านกำลังก้าวสู่ประตูชัยแล้ว จงเดินต่อไปครับอย่าหยุด เถ้าแก่โรงสีท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่าการสีข้าวนั้นดูไม่ยาก แต่ทำให้สม่ำเสมอนั้นยากที่สุด เครื่องจักรทุกตัว คือ ความสำคัญ อย่าคิดว่าตัวนั้นสำคัญกว่าตัวนี้ ถึงแม้ว่าในยุค IT ที่ทันสมัยก็ยังต้องพึ่งพาความรู้พื้นฐานจากรุ่นพ่อแม่อยู่เสมอด้วย    วันนี้อยากแบ่งปัน 10 ข้อคิดเพื่อธุรกิจที่ก้าวหน้าในปี 2019 นี้และตลอดไป ตั้งใจอ่านนะครับ เป็นประโยชน์ดีก็แชร์ให้คนที่คุณรักได้อ่านด้วย   1. จงเป็นฝ่ายให้ และให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า…

หัวใจ 4 ห้องของโรงสีข้าว - ยนต์ผลดี

#16 : หัวใจ 4 ห้องของโรงสีข้าว

ในหลายปีที่ผ่านมา การสร้างโรงสีข้าวก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ละจังหวัดก็มีกำลังผลิตมากขึ้นไม่น้อยกว่าในอดีต กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย แต่ปริมาณข้าวเปลือกที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้เพิ่มเป็นทวีคูณเหมือนกับกำลังผลิตของโรงสีข้าว แน่นอนในการทำธุรกิจเสรีที่มีการแข่งขัน ทุกโรงสีก็ต้องพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์การสีข้าว เครื่องสีข้าว การบรรจุ การส่งการจำหน่าย ต้องพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อชิงความได้เปรียบในด้านการค้า มีหลายท่านบอกว่าเครื่องจักร เทคนิคการสีข้าว อุปกรณ์ที่มีความสำคัญ ราคาสูง ทุกโรงสีมีความสามารถในการซื้อและติดตั้งได้ไม่แพ้กัน แต่การสีข้าวนั้นไม่ได้มีเครื่องอุปกรณ์เท่านั้นก็สีข้าวได้ สิ่งสำคัญที่สุด คือคน ถ้าไม่มีคนที่เอาใจใส่ ดูแลเครื่อง และปรับเครื่องให้อยู่ในสภาวะการทำงานที่ดี แม้ว่าเครื่องจะดีขนาดไหนก็ไม่มีความหมาย วันนี้ผมจะพูดเรื่อง หัวใจของโรงสีข้าว ที่ต้องมี 4 ประสานจึงจะเรียกว่าสมบูรณ์ 1. พนักงานที่มีความสามารถ 2. เครื่องจักรที่มีคุณภาพ  3. การติดตั้งที่ดี ระบบทำงานที่ไม่ซับซ้อน 4. วัตถุดิบ ที่มีคุณภาพดี ข้อที่ 1 พนักงานที่มีความสามารถ ปัจจุบันเรามักจะได้ยินบ่อยๆคือ “คนงานหายาก” ไม่มีคนเป็น หาคนที่ทำงานดีๆไม่ได้ ไม่มีคนพอกหินเป็น ไม่มีคนใช้หินโคนได้ เหล่านี้คือวลีที่ได้ยินทั่วไป แต่ความเป็นจริง ก็คือ เราไม่ได้มีการสร้างบุคลากรที่มีความรู้เรื่องการสีข้าวมาเลย เรามีมหาวิทยาลัยสอนสาขาวิชาชีพมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่แห่งที่มีการสอนเรื่องการสีข้าว หรือที่เราเรียกทางวิชาการว่า “เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว” ที่เห็นได้และมีผลงานเป็นรูปธรรมคือ…

#15 : จดหมายถึงลูก ตอนที่ 4- วิธีบริหารโรงสีข้าวฉบับพ่อสอนลูก

เมื่อวานนี้ ป๊าได้ไปพบลูกค้าที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เขาคิดว่าจะปรับปรุงร้านสีเพิ่มกำลังผลิตจากเดิม 100 เกวียนเป็น 200 เกวียน คุยกันไปมา เขาบอกว่า “ไม่ปรับปรุงละ คิดว่าสร้างใหม่เลยจะดีกว่า เพราะได้เครื่องจักรใหม่ๆมาติดตั้ง แล้วโรงสีเดิมก็ไม่ต้องหยุดสีข้าว เดี๋ยวลูกค้าข้าวเปลือกและข้าวสารจะหายหมด   ที่สำคัญคือถ้าเงินไม่หมุนเวียนทางธนาคารก็จะไม่อนุมัติวงเงินให้ เพราะว่าเครื่องจักรในร้านสี ถ้าจะขยายก็ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ตะแกรงทำความสะอาดข้าวเปลือกไปถึงตะแกรงกลม   เรียกว่าของเดิมไม่ได้แตะต้องเลย โรงเรือนก็เก่ามากแล้วจะยกขึ้นก็ไม่ไหว สรุปว่าทำใหม่ทั้งหมดเลย จริงๆแล้ว โรงสีเก่าได้สีข้าวหากินเลี้ยงลูกเมีย ส่งเสียลูกเรียนจบมาหลายคนแล้ว    เวลานี้ที่คิดจะขยายก็เพราะว่าลูกคนโตเรียนจบปริญญาโทจากเมืองนอกมา มาก็เลยคิดว่าจะสร้างให้ลูกๆบริหาร แต่ก็ต้องตามใจลูกๆในเรื่องการเลือกซื้อเครื่องจักรเพราะว่าในยุคนี้ต้องมาใช้ระบบไฟฟ้าขับเคลื่อนเครื่องจักรทั้งโรงสี   ไม่เหมือนในโรงเดิมที่ใช้เครื่องมือไอน้ำเครื่องจักรจึงแตกต่างกันมากเกือบจะไม่เหมือนกัน”   เมื่อพ่อลูกเขาคุยกันสรุปได้ว่า ตกลงสร้างในที่ใหม่เพราะที่ดินฝั่งตรงข้ามถนนก็ซื้อไว้นานแล้วและถมไว้แล้วด้วย ก็จึงคุยต่อเรื่องเครื่องจักร   ป๊าก็เสนอร้านสีข้าวขนาด 100 เกวียน ระบบเครื่องจักรรุ่นใหม่ๆที่ทำงานสะดวกควบคุมได้ง่ายใช้คนงานเพียง 2-3 คนก็สีข้าวได้แล้ว   เพราะเมื่อใช้ระบบไฟฟ้าการควบคุมการสีข้าวสามารถติดตั้งระบบ  PLC ( ระบบควบคุมเครื่องจักรสีข้าวด้วยระบบอัตโนมัติ)   ควบคุมตั้งแต่การเดินทางของข้าวเปลือกตั้งแต่เริ่มเข้าร้านสีจนไปถึงเครื่องชั่งไหลผ่านที่คำนวณเปอร์เซ็นต์การสีข้าว ว่าออกมาได้ปริมาณข้าวต้น ข้าวท่อน ฯลฯ จำนวนเท่าไร   เราสามารถคำนวณการทำงานและประสิทธิภาพของเครื่องจักรว่าสีข้าวได้กี่หาบกี่ชั่ง…