#30 : 5 วิธีวัดความชื้นของข้าวเปลือก

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาเล่าถึงประสบการณ์จากท่านผู้รู้ท่านหนึ่งที่ศึกษาเรื่องการอบข้าวและมีข้อคิดที่ทุกคนก็รู้ และเคยรู้หรือรู้แล้ว แต่ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะว่าเวลานั้นยังมาไม่ถึงนั่นเอง แต่เวลานี้ถึงเวลานั้นแล้ว คือ เรื่องการวัดความชื้นของข้าวเปลือก ก่อนนี้เราไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก   การวัดความชื้นข้าวเปลือกนั้นมีอยู่หลายเวลา /ต่างกรรมต่างวาระ 1. วัดเมื่อมีการซื้อขายข้าวเปลือก คือ ตรวจวัดความชื้นข้าวเปลือกที่เกษตรกรเกี่ยวเสร็จ (ข้าวเกี่ยวสดจากท้องนา) นำมาขายให้โรงสีข้าวโดยตรงหรือพ่อค้าคนกลางรับซื้อข้าวเปลือกในท้องถิ่นนั้นๆหรือที่ตลาดกลางข้าวเปลือก (ท่าข้าว) ความชื้นก็จะอยู่ในระหว่าง 28-30+จุด (หน่วยวัดที่เครื่องวัดความชื้น) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตีราคารับซื้อ-ขาย   2. วัดความชื้น เมื่อมีการซื้อขายที่โรงสีข้าวที่โรงสีข้าว ผู้ขาย มีทั้งเป็นเกษตรกรบรรทุกมาขายโดยตรงกับโรงสีข้าว และพ่อค้าคนกลางที่รวบรวมข้าวเปลือกสดในแต่ละวันมาขายให้โรงสีข้าวก็จะมีการวัดข้าวเปลือกและตรวจสอบคุณภาพที่หน้าออฟฟิศ   โดยเก็บตัวอย่างจากรถบรรทุกด้วยหุ่นยนต์เก็บตัวอย่าง (paddy robot) เพื่อนำมากะเทาะเป็นข้าวก้องเพื่อตรวจสอบคุณภาพ ความแกร่ง ความสมบูรณ์ สิ่งเจือปน สายพันธุ์ข้าวตามที่โรงสีกำหนดที่สำคัญที่สุด คือ ค่าความชื้น (เพราะค่านี้จะเป็นค่าที่ใช้เสนอราคาซื้อ-ขาย)   3. วัดความชื้น เมื่อมีการนำข้าวเปลือกไปทำความสะอาดเพื่อเข้าตู้อบลดความชื้น (เป็นการวัดความชื้นก่อนเข้าตู้อบ) เพื่อตั้งค่าความร้อนของลมร้อน (ลมร้อนที่ผสมกับลมบรรยากาศ เพื่อให้ได้ความร้อนที่ต้องการ) จุดนี้เป็นจุดที่เพราะถ้าตั้งค่าความร้อนสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป   การปรับรอบของโรตารีที่ปล่อยข้าวเปลือกด้านล่างของตู้อบ 2 ตัวแปรนี้ จะมีผลต่อปริมาณการอบของเครื่องอบและจะมีผลต่อคุณภาพข้าวเปลือกโดยตรง   ตู้อบในบ้านเรานั้น…

#29 : ก้าวข้ามความคิด (ลบ) เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

ทุกคนมีความน่ารำคาญในแบบของตัวเอง ลองมาดูกันนะครับ หลายคนอาจจะเคยรู้สึกแบบนั้น แบบนี้ ล้วนแต่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแบบของตัวเอง ในใจของตัวเอง    คนสาย Creative ก็น่ารำคาญในความติสท์ เจ้าของธุรกิจก็น่ารำคาญในความเอาแต่ใจ เด็กวิศวะก็น่ารำคาญที่ใช้โลจิกมาอธิบายและแก้ปัญหาทุกอย่าง คนสายวิชาการก็น่ารำคาญในความยึดมั่นถือมั่นในทฤษฎีและความรู้ของตัวเอง ผู้รับเหมาก็น่ารำคาญที่สัญญาไว้อีกอย่าง ทำจริงอีกอย่าง ผู้ชายก็น่ารำคาญในความเป็นเด็กผู้ชายไม่รู้จักโต ผู้หญิงก็น่ารำคาญในความเจ้าอารมณ์ แมวก็น่ารำคาญในความเย่อหยิ่ง เรียกดีๆ ไม่เคยมา หมาก็น่ารำคาญที่เห่าเสียงดังทำเลอะเทอะ   ไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อความสะใจ เพราะผมก็เป็นผู้ชายสายวิศวะ จึงมองเห็นความน่ารำคาญของตัวเองได้เป็นอย่างดี แค่จะชี้ให้เห็นว่า เราทุกคนมีมุมที่น่ารำคาญ ต่างกันแค่รายละเอียด เมื่อสำนึกได้ว่า “เอ้อ เราเองนี่ก็เป็นคนที่น่ารำคาญใช่ย่อยนะ” แล้วยิ้มรับ “ความน่ารำคาญของตัวเอง” เวลาเจอคนน่ารำคาญครั้งต่อไป เราจะได้มีเมตตาต่อกันมากขึ้นครับ ————————– ผมตั้งใจแบ่งปันความรู้จากประสบการณ์ 60 กว่าปีในเรื่องเครื่องสีข้าว และเทคโนโลยีในการสีข้าว เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจจะสร้างโรงสี เจ้าของโรงสีมือใหม่ วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์โรงสี หรือ โรงสีชุมชน เราภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมข้าวไทยที่มีชื่อเสียงและคุณภาพอันดับหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนาน ด้วยความปรารถนาดี วิสูตร จิตสุทธิภากร 9 ก.ค. 2562

#28 : 9 ยุทธภูมิ (ซุนวู) ปฏิบัติการทางทหารกับการพัฒนาธุรกิจโรงสีข้าว

ปฏิบัติการทางทหาร บทที่ ๑๑ เก้ายุทธภูมิ (ซุนวู) อันหลักแห่งการบัญชาทัพนั้น… ยุทธภูมิที่ 1 มียุทธภูมิซ่านเซ็น ยุทธภูมิที่ 2 มียุทธภูมิเบา  ยุทธภูมิที่ 3 มียุทธภูมิยื้อแย่ง ยุทธภูมิที่ 4 มียุทธภูมิคาบเกี่ยว ยุทธภูมิที่ 5 มียุทธภูมิสัญจร ยุทธภูมิที่ 6 มียุทธภูมิหนัก ยุทธภูมิที่ 7 มียุทธภูมิวิบาก ยุทธภูมิที่ 8 มียุทธภูมิโอบล้อม ยุทธภูมิที่ 9 มียุทธภูมิมรณะ เจ้าครองแคว้นรบในแดนตก เรียกว่า “ยุทธภูมิซ่านเซ็น”   รุกเข้าแดนผู้อื่นไม่ลึก เรียกว่า “ยุทธภูมิเบา”   เราได้ก็มีประโยชน์ เขาได้ก็มีประโยชน์ เรียกว่า “ยุทธภูมิยื้อแย่ง”   เราไปก็ได้ เขามาก็ได้ เรียกว่า “ยุทธภูมิคาบเกี่ยว”   เขตแดนต่อแดนสามฝ่าย ใครถึงก่อนจั้กได้มิตรมากมายในปฐพี เรียกว่า “ยุทธภูมิสัญจร”   รบลึกเข้าแดนผู้อื่น ทิ้งเมืองมากหลายไว้เบื้องหลัง เรียกว่า “ยุทธภูมิหนัก”   เดินทัพในป่าเขา ที่คับขันตราย…

#27 : 4 คำคมขงเบ้งกับธุรกิจโรงสีข้าว

4 คำคมจากขงเบ้งกับธุรกิจโรงสีข้าว    1. เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย ธุรกิจโรงสีข้าว คือ ธุรกิจเชิงรุกหรือที่เรียกว่ามองไปข้างหน้า ต้องมองไปข้างหน้าว่าปีนี้การเพาะปลูกได้มากน้อยแค่ไหน ฝนตก น้ำในคลอง ในแม่น้ำ ฤดูกาล ท่านต้องสังเกตุอยู่เสมอว่าการเพาะปลูกนั้นเริ่มเมื่อไหร่ ปีนี้เพาะปลูกช้ากว่าเดิมหรือไม่ มีแมลงหรือภัยธรรมชาติอย่างไร  ฝนตกมากหรือน้อย จะเกิดน้ำท่วมหรือเปล่าระหว่างที่เก็บเกี่ยว หรือว่าข้าวขาดน้ำ   ทั้งหลายเหล่านี้คือข้อมูลที่ท่านต้องให้ความสนใจเพราะจะมีผลกับผลผลิตข้าวเปลือกทั้งนั้น ข้าวจะมีน้ำหนัก ข้าวลีบภายใน ข้าวไม่เต็มเมล็ด มีท้องไข่ เมื่อขัดสีมาเป็นข้าวสารแล้วได้ข้าวเต็มเมล็ดน้อยกว่ามาตรฐาน เหล่านี้ เป็นต้น   มีผู้รู้ท่านได้กล่าวไว้ว่า “การซื้อข้าวถ้าตามกระแสก็หมดกระสุน” เพราะว่า ข้าวต้นฤดูนั้นเก็บเกี่ยวอย่างเร่งรีบ ข้าวเปลือกไม่สมบูรณ์ จะมีเมล็ดลวง เมล็ดลีบ ข้าวไม่เต็มโครง อายุไม่ครบ เกี่ยวหนีน้ำ เกี่ยวก่อนอายุจะครบ ความชื้นสูงมาก ข้าวเขียวเม็ดลีบมากกว่าปกติ   เมื่อนำมาอบ จะมีข้าวลีบออกมาก น้ำหนักหายไปมากกว่าที่คำนวณไว้ เมื่อสีออกมาเป็นข้าวสารแล้วก็ไม่ได้เนื้อข้าวที่ดีมากนัก ข้าวหักมากกว่า มีท้องไข่สีขุ่น และจุดดำมาก   ทั้งหลายตามที่กล่าวมานี้ คือ ท่านขาดทุนตั้งแต่ยังไม่ได้สีข้าวด้วยซ้ำ…

#26 : 24 คำสอนตามหลักธรรมจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

24 คำสอนตามหลักธรรมจาก ท่าน ว.วชิรเมธี สำหรับการดำเนินชีวิตแล้ว การนำคำสอนต่างๆมาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้เป็นอย่างดีนะครับ นักปราชญ์หลายท่านมีคำสอนที่ดีเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตเป็นทั้งคำกระตุ้นเตือนให้ฉุกคิด เหนี่ยวนำจิตใจไว้ได้อย่างเข้มแข็ง ผมขอแบ่งปัน 24 คำสอนตามหลักธรรมจาก ท่าน ว.วชิรเมธี ดังนี้ 1. คนธรรมดาทำบุญก็อยากได้บุญ คนมีปัญญาทำบุญหวังจะเกิดในภพใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่ชาวพุทธแท้ทำบุญเพื่อการปล่อยวางกิเลสอย่างสิ้นเชิง   2. สิ่งที่ตาเห็นอย่าเพิ่งสรุปว่ามี สิ่งที่คนยอมรับว่าดีอย่าเพิ่งบอกว่าเห็นด้วย   3. ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี   4. นักปราชญ์ชาวตะวันตกกล่าวว่า อำนาจทำให้คนเสีย ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จยิ่งเสียคนแบบเบ็ดเสร็จ   5. ดาบที่ดีต้องมีฝัก ความสามารถที่ดีต้องมีจริยธรรม   6. พ่อแม่ที่ดีต้องมีพรหมวิหาร 4 หน้า หน้า 1 คือเมตตา หน้า 2 คือกรุณา หน้า 3 คือมุทิตา หน้า 4 คือ อุเบกขา  …

#25 ทักษะ 5 ประการ ที่จำเป็นในอนาคต

ทักษะ 5 ประการ ที่จำเป็นในอนาคต ในอนาคตอีกไม่ไกลเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปมากถึงขั้นหลายๆอาชีพที่มีอยู่ในปัจจุบันค่อยๆ หดหายไป อาชีพใหม่ๆ ที่เราไม่เคยคิดฝันมาก่อนจะเกิดขึ้นมาใหม่ๆ ซึ่งนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ถ้าอย่างนั้น ทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคตคืออะไร จะเป็นทักษะชุดเดียวกับสิ่งที่เรามีในอดีต และนำมาใช้ในปัจจุบันจะประสบความสำเร็จอีกหรือไม่   ลองมาดูกันซิครับว่ามีอะไรบ้าง และปัจจุบันท่านและบุตรหลานมีแล้วหรือยัง?   ประการที่ 1 ความสามารถในการติดตามและมองเห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เนื่องจากในปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงรอบๆ ตัวเราเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นทุกขณะ แต่เราคงยังใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สมมติฐานความรู้ กรอบวิธีคิดแบบเดิม ในไม่ช้าเราจะเป็นคนล้าสมัย   ความน่ากลัวในปัจจุบันก็คือ เราไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าความรู้ ทักษะที่เราได้เรียนรู้ในอดีตหรือปัจจุบันจะเพียงพอที่จะทำให้เราสามารถประกอบอาชีพและประสบความสำเร็จได้ต่อไปตลอดชีวิต   “ผู้เขียน”  ในด้านธุรกิจการสีข้าวนั้น การเปลี่ยนแปลงเร็วมากระยะไม่กี่ปีมานี้ การขยายตัวของโรงสีข้าวเติบโตอย่างรวดเร็ว ติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ในการสีข้าวคุณภาพดีเพื่อการส่งออก สีข้าวได้รวดเร็ว การสร้างโรงสีข้าวขนาดใหญ่เพื่อการส่งออก เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว   ปัจจุบัน ระบบการสีข้าวเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม การจับกลุ่มโรงสีข้าวที่มีศักยภาพในการสีข้าวคุณภาพเยี่ยมขนาดใหญ่เพื่อการส่งออกเริ่มมีมากขึ้น และขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งระบบโลจิสติกส์ ที่ครบวงจร   ในอนาคต การส่งออกข้าวสารจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังบทความข้างต้น “ถ้าเราใช้กรอบวิธีคิดแบบเดิมๆ ในไม่ช้าเราอาจจะเป็นคนล้าสมัย ตกยุคและตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง” เพราะภาครัฐส่งเสริมภาคการส่งออกอย่างเต็มที่ กฎระเบียบได้เอื้ออำนวยแก่ผู้ส่งออกอย่างมาก…

#24 : 3 วิชาชีวิตที่ไม่มีสอนในตำรา

3 วิชาชีวิตที่ไม่มีสอนในตำรา   การประสบความสำเร็จและมีชีวิตแบบนั้น สภาพความเป็นอยู่ในวันนี้ไม่ได้ตัดสินใจในวันนี้ แต่มันเป็นผลที่มาจากเป้าหมายชีวิตของพวกเราในวันนี้  สำหรับคนที่มองการณ์ไกลและมีเป้าหมายในชีวิต การเลือกในวันนี้จะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในอนาคตล่วงหน้า  “จากหนังสือ ชีวิตที่ไม่มีในตำรา”   มองการณ์ไกล และมีเป้าหมาย  อีก 10 ปีข้างหน้า จะไม่มีใครแทนที่คุณได้       ปรัชญาชีวิตของ มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ได้กล่าวไว้ว่า  “หากเป้าหมายชีวิตของคนคนหนึ่ง ยิ่งไกล เขาก็จะยิ่งประสบความสำเร็จมาก”      เป้าหมายชีวิตที่สูงส่งและงดงามสามารถดึงดูดให้ขยันและต่อสู้ไม่หยุด เพื่อให้บรรลุถึงความสำเร็จ   ทุกครั้งที่คุณเหนื่อยหน่ายและเกียจคร้าน มันจะเปรียบเหมือนนาฬิกาปลุกที่ปลุกคุณตื่นขึ้นในเวลาเช้า เมื่อคุณเหนื่อยจนก้าวเท้าไม่ออก มันก็เปรียบเหมือน โอเอซีส ของชึวิต ท่ามกลางทะเลทรายที่ทำให้คุณมีความหวัง   เมื่อคุณพบอุปสรรคแล้วรู้สึกหดหู่ใจ มันก็เปรียบเหมือนพระอาทิตย์ในยามฟ้าสางที่ขับไล่หมอกควันที่กระจายอยู่เต็มท้องฟ้า คนที่มองการณ์ไกลและมีเป้าหมาย เมื่อเป้าหมายของชีวิตไล่กวดเข้ามาก็จะกระตุ้นตนเองตลอดเวลา พวกเขาจะได้รับพลังแห่งจิตวิญญาณที่เปล่งประกายทำให้เกิดอารมณ์การต่อสู้   ที่หลายปีก่อนที่คุณเคยคิดและตั้งเป้าหมายไว้ ว่าจะสร้างโรงสีข้าวแบบไหน ขนาดกำลังผลิตวันละเท่าไหร่  จะซื้อข้าวเปลือกพันธุ์ไหน จะสีข้าวคุณภาพระดับไหน แล้วขายข้าวให้กับลูกค้าคนไหน ตลาดภายในประเทศ หรือส่งออกต่างประเทศ คุณจะหยุดตัวเองที่จุดไหน เมื่อถึงจุดนั้นแล้วคุณจะทำอะไร…

#22 : บริหารโรงสีข้าวให้รวยด้วยกลยุทธ์ซุนวู

ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจขนาดใหญ่ ล้วนแต่ต้องการให้ธุรกิจของเขาเหล่านั้นประสบความสำเร็จ   โลกหมุนไปตามกาลเวลา แต่อย่าปล่อยให้ความหยุดนิ่งมาฆ่าความสำเร็จคุณ   แต่ถ้าหากคุณประสบปัญหาด้านธุรกิจและคุณไม่มีแบบแผนกลยุทธ์ด้านการตลาดมาใช้กับธุรกิจ พอจะมีวิธีไหมที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจ?   เราต่างรู้กันดีว่า คนจีนมีชื่อเสียงในเรื่องการค้าขายและการทำธุรกิจ  นับแต่สมัยสุโขทัย พ่อค้าชาวจีนเริ่มเข้ามาติดต่อค้าขาย และเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานสมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่จึงมีเชื้อสายชาวจีนอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งผู้เขียนและผู้อ่านบางท่านก็อาจจะมีเชื้อสายชาวจีนอยู่เหมือนกัน   เมื่อประมาณ 482 ปี ก่อน ค.ศ   “ซุนวู” นักปรัชญาชาวจีนท่านหนึ่งเป็นผู้เขียน  “ตำราพิชัยสงคราม” ภายในตำรามีหลักทฤษฏีด้านการทหารจนผู้นำทั่วโลกยอมรับ อาทิ นโปเลียน   เอร์วิน รอมเมล พระเจ้าไกเซอร์ นาวิกโยธินสหรัฐอเมริกา ทุกคนต้องอ่านตำราเล่มนี้ หรือแม้แต่บุคคลสำคัญในบ้านเรา นั่นคือ ท่านปรีดี พนมยงค์  ก็ต้องนำตำราพิชัยสงครามไปอ่าน เป็นต้น  จะเห็นได้ว่า ”ซูนวู” นั้นมีความยิ่งใหญ่และความสามารถมากเพียงใด   นอกจากเป็นตำราเพื่อบอกวิธีการรบ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกตกตลึงไปกับ “ตำราพิชัยสงคราม” คือ สามารถนำหลักการการรบมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กรธุรกิจและด้านการจัดการของธุรกิจอีกด้วย  เพราะบุคคลชั้นนำของโลกด้านธุรกิจ นำหลักทฤษฏีของซุนวู มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ เช่น บิล เกตส์…

#21 : 3 นิทานสอนใจได้แง่คิด ที่ผมชอบเล่าให้ฟังเสมอๆ

จากหนังสือหลายๆ เล่ม จากเรื่องราว นิทาน หลายๆเรื่อง เราจะได้ข้อคิดแนวคิดในการใช้ชีวิตให้มีความสุขได้    1. ตะปูในใจคุณ มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง และบอกกับเขาว่า   “ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน”   วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ   ในแต่ละวันที่ผ่านไปก็ลดจำนวนลง น้อยลง น้อยลง เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ   และแล้ว หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ และบอกกับพ่อของเขาว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา   พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง”   วันแล้ววันเล่า…

#23 : 3 กลยุทธ์ที่ทำให้ธุรกิจยังคงเดินต่อไป (อย่างดี) ข้อคิดสำหรับบริหารโรงสีข้าว

3 กลยุทธ์ที่ทำให้ธุรกิจยังคงเดินต่อไป (อย่างดี) ข้อคิดสำหรับบริหารโรงสีข้าว กลยุทธ์ 1 เลิกเสี่ยง   คนที่ระวังเกินไปแทบจะไม่เคยพบกับความสำเร็จ (ฟรีคริช ฟอน ชิลเล่อร์ )   สิ่งที่ยากพอๆ กับความสำเร็จ คือ การเสี่ยงทั้งที่กำลังประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นการเสี่ยงที่มีข้อมูลแน่ชัดว่าไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยง   ทุกวันนี้เรามัวแต่ทุ่มเทเวลาและพยายามมากมายไปกับการประเมินความเสี่ยงให้ครอบคลุมทุกด้าน ไล่ตั้งแต่ตัวเลขสถิติที่แสดงการขาดทุนไปจนถึงความเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายและข้อบังคับ   แต่จากประสบการณ์ของผม เกณฑ์ที่ใช้ประเมินว่า เมื่อไหร่ที่เราควรสำรวจความเป็นไปได้ในการลองเสี่ยงทำอะไรใหม่ๆ ก็คือ ความรู้สึกในของตัวเราเอง หากเรารู้สึกอึดอัดว่า เราน่าทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ อนาคตอาจจะไม่สดใสหากเราไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง หรือเราอาจพลาดโอกาสบางอย่างไป นั่นก็คือ ถึงเวลาที่เราต้องลองเสี่ยงดูแล้วละ   เวลาที่ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวยจนน่ากลัว อย่างที่คนรัสเซียพูดว่า “การมีชีวิตที่ดีเกินไปก็ใช่ว่าจะดี” บางทีตัวอย่างที่น่าสะเทือนใจ และพูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับการกล้าและไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง   ในประวัติศาสตร์ของโรงธุรกิจคงหนีไม่พ้นเรื่องราวของบริษัทในตำนานอย่างซีรอกซ์ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและพ่ายแพ้มาพอๆกัน นี่คือ ตัวอย่างของบริษัทที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ที่บริษัทได้สร้างตัวได้ด้วยนวัตกรรมอันล้ำสมัย แต่กลับตกหลุมพรางของความสำเร็จที่เกิดจากสินค้าเพียงตัวเดียว   เขาเลิกคิดที่จะเสี่ยงอย่างสิ้นเชิงทั้งๆที่มีโอกาสอยู่ในมือ เขาประมาทและไม่คิดว่าการคิดสิ่งใหม่ๆ นั้นต้องเสี่ยงที่จะขาดทุน เขาพอใจและมีความสุขในเวลานั้น   แน่นอนหนทางเบื้องหน้าย่อมมีความล้มเหลวรออยู่  สำหรับโลกธุรกิจแล้ว เราย่อมมีเหตุผลดีๆ…