#9 : แกลบ คือ ขุมทรัพย์หลังโรงสีข้าว

เมื่อวานนี้ได้ต้อนรับลูกค้าท่านหนึ่งจากจังหวัดพิษณุโลก ท่านมาเยี่ยมเยียนกันคุยปรึกษาเรื่องหินข้าวขาว หรือที่เรียกกันเล่นๆว่า ลูกแก้วสารพัดนึก ลูกค้าสีข้าวมากว่า 2 ปีแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ เมื่อนำข้าวเปลือกมาคิดคำนวณจากเนื้อข้าว ความชื้น เปอร์เซ็นต์ข้าวกล้อง-ข้าวขาว ในระยะนี้ ข้าวต้น (ข้าวเต็มเมล็ด) ไม่ได้ตามน้ำหนักที่คำนวณไว้ ทั้งๆที่ในปีแรกสีได้ดีมาก จริงๆแล้วหลังจากที่ได้ทำการสีข้าวมากกว่า 2 ปี น่าจะทําได้ดีกว่า ถ้าคิดแบบง่ายๆ ก็พอใช้ได้แต่เมื่อมาคิดให้ละเอียด เพราะเราซื้อข้าวเปลือกราคาเต็มเกจ์ แบบว่าสุดๆอยู่แล้ว เมื่อสีขายข้าวสารราคากรุงเทพฯที่เราๆเรียกว่าราคาลอยตัว (คือเช้าราคาหนึ่่ง บ่ายอีกราคาหนึ่ง พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่) แล้วดีดค่าใช้จ่ายไม่ออก จึงทำให้สงสัยว่า ปัจจุบันมีการสีข้าวที่ก้าวหน้ากว่านี้หรือไม่อย่างไร หรือว่าลืมระเบียบข้อไหนของร้านสี ก็ได้คุยกันหลายเรื่อง ตั้งแต่การตากข้าวเปลือกบนพื้นปูนซีเมนต์ การทำความสะอาด การกระเทาะข้าวเปลือกด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตะแกรงโยกปรับด้วยมอเตอร์เรื่อยมาจนถึงเรื่องกากเพชร การเลือกซื้อกากเพชรเป็นปัจจัยหลัก เพราะในปัจจุบันกากเพชรมีหลายยี่ห้อ หลายขนาด เบอร์ต่างๆ ของแต่ละยี่ห้อก็ไม่เท่ากัน ปูนขาวก็ไม่มีอัตราส่วนผสม พนักงานขายก็ว่าคุณภาพเยี่ยมทุกที่ อย่างนี้ทุกครั้งเวลาซื้อ มาถึงเกลือเกล็ดที่ใช้ผสม เวลาต่อความเค็มหรือที่เราเรียกว่าความถ่วงจำเพาะ เหล่านี้คือ ข้อแตกต่างในเรื่องวัตถุดิบที่เรานำมาผสม ยังมีเรื่องเวลามาเกี่ยวข้องอีก ท่านยังคิดไปถึงความชื้นสัมพันธ์ในอากาศขณะที่ทำการพอก แต่ละครั้งส่วนผสม เวลาในการผสม เหล่านี้เป็นตัวแปรที่สำคัญ หลายท่านคงแปลกใจว่าครั้งก่อนทำแล้วใช้ได้ดีครั้งนี้ทำไมไม่เหมือนเดิม แม้ว่าใช้พนักงานคนเดิม ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ…

#8 : 21 เคล็ดลับ ค้าแบบโรงสีข้าว รวยแบบโรงสีข้าว

21 เคล็ดลับ ค้าแบบโรงสีข้าว รวยแบบโรงสีข้าว ถ้าจะพูดถึงเรื่องการทำมาค้าขายก็ต้องยกย่องและยอมรับวิถีทางของคนจีน โดยเฉพาะอาชีพการทําโรงสีข้าว เถ้าแก่โรงสีข้าวส่วนใหญ่ล้วนประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง ทั้งๆที่หลายท่านเริ่มมาจากศูนย์ บางท่านเริ่มมาจากการเป็นลูกจ้างโรงสีขนาดใหญ่มาก่อนด้วยซ้ำไป หลักการของเถ้าแก่โรงสีข้าวนั้นลุ่มลึก ผ่านการเรียนรู้ทดลองผิดถูกจากประสบการณ์ที่ผ่านมา จากกาลเวลาจนกระทั่งตกผลึกเป็นปรัชญาของการค้า เมื่อท่านคิดจะทำโรงสีข้าวให้รุ่งเรืองไม่ว่าจะเป็นโรงสีข้าวขนาดใหญ่หรือเล็ก จะต้องมีหลักการเป็นจุดยืนของตนเองและศึกษาปฏิบัติตามปรัชญาการค้าของคนอื่นด้วย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและเฉียบคมในการบริหาร เพื่อให้ทันสมัยในยุคที่การแข่งขันไร้พรมแดน ยุคที่หั่งเช้งอยู่แค่ปุ่มโทรศัพท์มือถือ ดังคำกล่าวที่ว่า  “อยากขึ้นเขาสูง ก็ต้องถามทางจากผู้ที่ลงมาแล้ว” สารพันเคล็ดวิธีที่จะกล่าวต่อไปนี้ ผมได้รวบรวมจากตำราเก่าๆ และอื่นๆอีกหลายเล่ม ว่าด้วยปรัชญาการค้าของมังกรโบราณ นำมาเรียบเรียงและเพิ่มเติมให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น การค้าจะรุ่งเรืองต้องอาศัยกลยุทธ์ที่แตกต่าง แต่หัวใจการค้าต้องยึดมั่นในคุณธรรมและความซื่อสัตย์ 1. ยิ้มแย้มแจ่มใส คิดจะทำโรงสีข้าว ต้องมีหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เรียกว่าหน้ารับแขก เพราะว่าลูกค้าของโรงสีข้าวนั้นมีทุกระดับ ตั้งแต่เกษตรกรชาวนา พ่อค้าข้าวเปลือก นายธนาคาร ข้าราชการ กระทั่งเถ้าแก่โรงสีด้วยกัน หน้าไม่รับแขก คงทำการค้าขายไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน การซื้อขาย ต่อรองราคา ต้องมีอัธยาศัยไมตรีอันดี คงไม่มีใครอยากนำข้าวเปลือกมาขายกับคนที่หน้าบอกบุญไม่รับ และถ้าไม่มีข้าวเปลือกมาแล้วโรงสีข้าวจะได้วัตถุดิบที่ไหนมาทำการสี   2. กล้าคิดกล้าลงทุน โรงสีข้าวนั้นเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนอย่างมาก ถ้ามัวแต่หวงเงินก้อนใหญ่ไว้แล้วจะคิดหางานใหญ่ทำได้อย่างไร การทำโรงสีต้องคิดปรับปรุงตลอดเวลา ควรตั้งงบส่วนหนึ่งไว้พัฒนาในส่วนของร้านสี ซื้อเครื่องมือใหม่ๆ ที่ทันสมัย เพื่อให้เกิดการสร้างงาน…

#7 : ซื้อข้าวเปลือกอย่างไรให้ได้ข้าวที่ดี

ซื้อข้าวเปลือกอย่างไรให้ได้ข้าวที่ดี เรื่องเล่าจากโรงสีข้าวแห่งหนึ่งที่รุ่นพ่อถ่ายทอดวิธีการบริหารจัดการการสีข้าวในโรงสีให้รุ่นลูก ความรู้พวกนี้ถือเป็นเคล็ดลับ เป็นหลักสูตรที่สอนเถ้าแก่รุ่นต่อไป การบริหารโรงสีต้องแบ่งออกเป็น 8 ส่วน นั่นก็คือ การจัดซื้อข้าวเปลือก การอบข้าวเปลือก การจัดเก็บข้าวเปลือก การแปรสภาพข้าวเปลือก (เครื่องจักรสีข้าวในร้านสี) การบริหาร (ด้านพนักงาน) การสต็อก ข้าวสาร การตลาด การเงิน ทั้ง 8 ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก วันนี้ผมอยากจะแบ่งปันความรู้ในข้อแรกก่อน ถ้าปราศจากการจัดซื้อข้าวเปลือกที่ดีแล้ว ส่วนที่เหลือทั้งหมด ทั้งการอบ การสี การบริหารต่างๆ ก็แทบไม่มีความหมายเลยล่ะครับ  เรื่องเล่าจากจังหวัดสุรินทร์มีอยู่ว่า…. ครั้งหนึ่งการซื้อข้าวเปลือกที่โรงสีในปีนั้นมีปัญหามาก เพราะว่าทางโรงสีได้จ้างหลงจู๊คนใหม่มาประจำหน้าที่ซื้อข้าวเปลือก จริงๆแล้วหลงจู๊คนนี้เคยอยู่ที่ภาคกลาง ซื้อข้าวนาปี นาปรังมากกว่า 10 ปีแล้ว ครั้งนี้เค้าย้ายตามภรรยามาที่สุรินทร์ จึงมาสมัครงานในตำแหน่งที่มีความถนัด คือรับซื้อข้าวเปลือก ต้องยอมรับว่าเค้ามีความสามารถจริงๆ เพราะข้าวเปลือกแต่ละรถแต่ละเกวียนที่ผ่านเข้ามาในมือ หลงจู๊คนนี้จะรู้ละเอียดว่าข้าวชนิดไหนน้ำหนักเป็นอย่างไร ความชื้นนี้แทบไม่ต้องวัดเลยเพราะอ่านขาดทุกตัวอย่าง เถ้าแก่ก็ไว้ใจให้ทดลองตีราคา หลายเดือนผ่านไปลูกค้าข้าวเปลือกก็ลดลงเรื่อยๆ วันหนึ่งๆ มีคนมาขายน้อยมาก ข้าวเปลือกจึงไม่พอป้อนร้านสี เถ้าแก่ไม่รอช้ารีบปรึกษากับหลงจู๊ทันที เถ้าแก่ : “สถานการณ์ข้าวเปลือกเป็นยังไง ทำไมลูกค้าข้าวเปลือกจึงลดลงๆ” หลงจู๊ :…

#6 : วิธีสีข้าวนึ่งให้รวย

ผม (ปลาตู้ตัวสีทองเหลือบแดง) ได้ยินคำถามจากท่านเจ้าของโรงสีที่มาเยี่ยมอาเฮียและอาเสี่ยของผมในออฟฟิศที่เย็นเฉียบหลายท่าน หลังจากจิบน้ำชาอู่หลงฉาที่มีรสขมแต่ชุ่มคอหมดไป 3 กาแล้ว เรื่องที่แขก(เจ้าของโรงสีที่มาจากจังหวัดสุโขทัย) ได้ปรารภขึ้นมาเสียงดังว่า “เฮีย..ผมเห็นจะต้องปรับปรุงโรงสีของผมจากการสีข้าวขาวมาเป็นโรงสีข้าวนึ่งแล้วล่ะ เพราะอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้แน่ โรงสีผมสีข้าวไม่ได้กำไรมาหลายเดือนแล้ว หยุดมากกว่าสี รถพ่วงที่มีอยู่หลายพ่วงก็ต้องพักไปด้วย คิดถึงรายจ่ายหลายสิบรายการแล้วก็ต้องตัดสินใจ ตอนนี้ราคาข้าวสารก็ไม่สูงพอที่จะทำกำไร” ในการสีข้าวแต่ละเกวียนมีกำไรน้อยมากเมื่อเทียบกับการลงทุน ด้วยราคาข้าวเปลือกนั้นสูงกว่าราคาข้าวสาร สาเหตุมาจากราคาข้าวสารตลาดโลกไม่สอดคล้องกับต้นทุนการทำนา ราคาข้าวเปลือกในประเทศเรานั้นสูงเพราะต้นทุนในการปลูกข้าวสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ประเทศไทยเรามีเทคโนโลยีในการนึ่งข้าวและการมีข้าวนึ่งที่ดี ประกอบกับหลายปีที่ผ่านมาราคาข้าวนึ่งส่งออกก็ยังพอทำกำไรได้ เพราะตลาดโลกยังต้องการข้าวนึ่งของไทยเนื่องจากข้าวนึ่งของเรามีคุณภาพเยี่ยม ข้าวสารเมล็ดยาวแล้วสีสวยโดยเฉพาะข้าวใหม่ ในช่วงเวลานี้มีแต่โรงสีข้าวนึ่งที่ยังมีการสีข้าวอยู่ตลอดเพราะเมื่อราคาขายหักต้นทุนแล้วยังพอมีกำไรได้มีงานทำ โดยเฉพาะโรงสีใกล้ๆนี้ก็ติดตั้งระบบนึ่งข้าวเสร็จแล้ว เมื่อหลายวันก่อนเห็นเขาทดลองสีข้าวนึ่งออกมาสีสวยดี ผมเองจึงต้องมาขอคำชี้แนะจากอาเฮียเพื่อความมั่นใจ เพราะว่าการลงทุนในครั้งนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว!! ปลาตู้อย่างผมได้ยินแล้วก็คิดตามว่าอะไรคือข้าวนึ่ง? เพราะผมได้ยินอาเสี่ยพูดในโทรศัพท์บ่อยๆว่า “ข้าวนึ่งวันนี้ราคากิโลกรัมละ…..บาท สำหรับสีอ่อน ถ้าสีเข้มขึ้นมาหน่อยที่เรียกว่าสีน้ำผึ้งก็ราคา…..บาท ถ้าสนใจก็มาคุยกัน อะไรที่แนะนำได้ก็มาดูไม่หวง เราเพื่อนๆกันทั้งนั้น” เพิ่งจะถึงบางอ้อว่าโรงสีข้าวของอาเฮียและอาเสี่ยผมนั้นสีข้าวนึ่ง เมื่อวันก่อนได้เล่าถึงระบบการซื้อข้าวเปลือกที่ใช้เครื่องเก็บตัวอย่าง หรือที่เรียกว่าหุ่นยนต์เก็บตัวอย่างไปนั้น ผมเคยได้ยินเขาพูดว่า “ลงบ่อแช่ที่ด้านข้างเลยนะ” จึงรู้ว่าโรงสีของอาเฮียนี้ทำข้าวนึ่งระดับคุณภาพที่มีการนำข้าวเปลือกที่มีความชื้นสูงลงบ่อแล้วกะพ้อตักขึ้นถังแช่โดยตรง ไม่ต้องนำเข้าเปลือกไปอบให้แห้งก่อน จึงลดขั้นตอนการปลูกข้าวเปลือกไปหนึ่งรอบ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่น้อย (แต่ก็จำเป็นในบางครั้งที่ต้องการเก็บข้าวเปลือกสต็อกไว้ใช้งานในวันหลังก็ต้องนำมาอบให้แห้งก่อนจึงนำไปเก็บ) เพื่อนโรงสีจากสุโขทัยสนใจมาก อาเฮียจึงเชิญนั่งที่ห้องรับแขก ชาจีนอย่างดีที่ซื้อมาจากซูโจวถูกนำมาชงในชุดชงที่ซื้อมาพร้อมกัน เมื่อชาจีนออกรสการสนทนาก็เริ่มขึ้น อาเฮียบอกว่าถ้าจะทำข้าวนึ่งต้องเลือก เพราะว่าข้าวนึ่งปัจจุบันมี 2 ระบบ…

#4 : สี่ประสานในร้านสี

คลิกที่นี่เพื่อฟังเสียงคุณวิสูตรเล่าให้ฟังได้เลยครับ —————————————- ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การสร้างโรงสีข้าวก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ละจังหวัดก็มีกำลังผลิตเพิ่มมากขึ้นไม่น้อยกว่าอดีตที่ผ่านมา กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายกว่าปริมาณข้าวเปลือกที่เพิ่มขึ้นเหมือนกัน แต่ไม่เป็นทวีคูณเหมือนกับกำลังผลิตของโรงสีข้าว แน่นอนในการทำธุรกิจเสรีที่มีการแข่งขัน ทุกโรงสีก็พัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์การสีข้าว เครื่องสีข้าว การบรรจุ การส่งการจำหน่าย ก็ต้องพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อชิงความได้เปรียบในด้านการค้า มีหลายท่านบอกว่าเครื่องจักร เทคนิคการสีข้าว อุปกรณ์ที่มีความสำคัญและราคาสูงนั้น ทุกโรงสีมีความสามารถในการซื้อและติดตั้งได้ไม่แพ้กัน ไม่ยอมน้อยหน้าแม้ว่าราคาจะแพงมากก็ตาม แต่การสีข้าวนั้น ไม่ใช่ว่า มีแค่เครื่องอุปกรณ์เท่านั้นก็สีข้าวได้   สิ่งสำคัญที่สุดคือ คน เพราะถ้าไม่มีคนที่เอาใจใส่ดูแลเครื่องและปรับเครื่องให้อยู่ในสภาวะทำงานที่ดี แม้ว่าเครื่องจะดีขนาดไหนก็ไม่มีความหมาย หัวใจของโรงสีข้าวนั้นต้องมี “สี่ประสาน” จึงจะเรียกว่าสมบูรณ์ นั่นก็คือ  พนักงานที่มีความสามารถ เครื่องจักรที่มีคุณภาพ (เหมาะกับข้าวเปลือกและข้าวสารที่กำลังสีอยู่) การติดตั้งที่ดี ระบบการทำงานที่ไม่ซับซ้อน วัตถุดิบที่มีคุณภาพดี ปัจจุบันเรามักจะได้ยินบ่อยๆคือ “คนงานหายาก”  “ผมไม่มีคนเป็น”  “ผมหาคนที่ทำงานดีๆไม่ได้”  “ไม่มีคนพอกหินเป็น ไม่มีคนใช้หินโคนได้” เหล่านี้คือวลีที่ได้ยินทั่วไป แต่ความจริงก็คือ เราไม่ได้มีการสร้างบุคลากรที่มีความรู้เรื่องการสีข้าวขึ้นมามากเท่าไรเลย เรามีมหาวิทยาลัยสอนสาขาวิชาชีพมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่แห่งที่มีการสอนเรื่องการสีข้าว หรือที่เราเรียกทางวิชาการว่า “เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว” ที่เห็นได้และมีผลงานเป็นรูปธรรมคือ สถาบันราชมงคลวิทยาเขตบางพระ ชลบุรี ซึ่งตัวผมเองได้เข้ารับการอบรมในวิชา “เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว”…

#2 : 3 ปรัชญาชีวิตของโรงสีที่ประสบความสำเร็จ

คลิกที่นี่เพื่อฟังเสียงคุณวิสูตรเล่าให้ฟังได้เลยครับ —————————————- ความสามารถของคนเรานั้นแตกต่างกันหลายด้าน ทั้งด้านความคิด ทัศนคติ ความเชื่อ ประสบการณ์ สิ่งต่างๆเหล่านี้เอง ทำให้การทำธุรกิจที่เหมือนกันแต่ความสำเร็จนั้นไม่เหมือนกัน   เมื่อความเชื่อและทัศนคติต่างกัน การปฏิบัติก็ไม่เหมือนกัน การทำงานการตัดสินใจต่างๆ เหล่านี้มาจากทัศนคติ หรือที่หลายท่านอาจเรียกว่า “วิสัยทัศน์” คุณอาจจะได้ยินคำกล่าวว่า ธุรกิจโรงสีข้าวเป็นธุรกิจที่สร้างความมั่นคงร่ำรวยให้กับเจ้าของอย่างรวดเร็วและมากมาย แล้วเถ้าแก่โรงสีข้าวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงทุกท่านนี้มีปรัชญาในการดำเนินชีวิตและธุรกิจอย่างไร นั่นเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก? เมื่อคุณรู้ว่าเถ้าแก่โรงสีหลายท่านนี้มีความแตกต่างในการดำเนินธุรกิจ และเคล็ดลับในการทำงาน การบริหารเงินจากรุ่นสู่รุ่นสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุของตระกูล การอบรมทายาทของครอบครัวอย่างแยบยล ให้ซึมซับความคิดดีๆ เคล็ดลับการเงิน การวางแผนและการบันทึกข้อมูลต่างๆเหล่านี้ เป็นการสอนแบบพ่อสอนลูก ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ธุรกิจจึงขยายใหญ่โตขอบเขตกว้างไปหลายจังหวัด  เราจะได้ยินว่าโรงสีนี้เป็นลูกสาวโรงสีนั้น โรงสีโน้นเป็นดองกับโรงสีข้างบ้านเรา พี่ชายของโรงสี จังหวัดภาคอีสานมาสร้างโรงสีข้างบ้านเราเป็นต้น มีอยู่ครอบครัวหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี ครอบครัวนี้มีลูกสาว 5 คน ท่านอาจจะไม่เชื่อว่า พี่น้องทั้ง 5 คนนี้ได้สามีเป็นคนมีอาชีพโรงสีข้าวทั้ง 5 สาว ไม่ใช่ว่าทุกคนแต่งงานกับเสี่ยโรงสี แต่ 3 ใน 5 แต่งงานกับหนุ่มที่มีอาชีพอื่นอยู่แล้ว ด้วยการชักนำและอุดหนุนกันในครอบครัว จึงทำให้อีก 3 ท่านได้เป็นเจ้าของโรงสีข้าว ถึงยุคปัจจุบันครอบครัวตระกูลนี้ มีโรงสีทั้งของลูกและหลาน…

#1 : 9 อุปนิสัย ที่ต้องพัฒนาในยุคแห่งความรวดเร็ว

คลิกที่นี่เพื่อฟังเสียงคุณวิสูตรเล่าให้ฟังได้เลยครับ —————————————- 1. ไม่คุยกับใคร ในยุคนี้ คุณเป็นใคร คุณทำอาชีพอะไร คุณมีความสามารถอย่างไร คุณมีอะไรที่เด่นและดี มีประโยชน์ แต่คุณไม่ได้บอกกับเพื่อนๆของคุณ คุณมีกลุ่มไลน์กี่กลุ่ม คุณบันทึกชื่อเพื่อน ของคุณ ลูกค้าที่ทำมาหากินทำธุรกิจกับผู้มีพระคุณเหล่านั้นอยู่กี่คน ซัพพลายเออร์ของคุณ มีไลน์กับเขาอยู่กี่กลุ่ม ในยุคนี้การคุยกันการได้แชทกับเพื่อนๆ ลูกค้าซัพพลายเออร์ คือการสนทนาในยุคดิจิตอล ข่าวสารความเคลื่อนไหวการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ ได้ทุกเวลา จากไลน์และเฟสบุ๊ค เราจะไม่พูดถึงไลน์ที่ไม่มีประโยชน์ ถ้าเรารู้จักประโยชน์จากคลื่นของการสื่อสารเครื่องมือยุคใหม่ที่ไร้พรมแดนเหล่านี้ คุณจะมีตัวตนและคุณจะมีเพื่อนๆ ที่เขาเองก็ต้องการคุยกับคุณ 2. ไม่สนใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ปรัชญาที่ว่า ความรู้ไม่มีวันสิ้นสุด วิทยาการก้าวหน้า ทุกวันทุกเวลา ถ้าคุณหยุดการเรียนรู้และปฎิเสธกับการเรียนโดยเฉพาะเครื่องมือยุคใหม่นี้ก้าวหน้ารวดเร็วมาก มีนักธุรกิจรุ่นแรกๆ อายุเลย 60 ปีไปบ่นว่าเครื่องสื่อสารโดยเฉพาะโทรศัพท์นี้ใช้ยาก มีแอปมากมายเวียนหัว ผมใช้โทรออกรับสายอย่างเดียว วันหนึ่งเพื่อนๆมาแนะนำให้สร้างไลน์ เฟสบุ๊ค และสอนการรับเพื่อน ส่งข้อความส่งรูปเก่าๆ และใหม่ๆ ปรากฏว่าท่านผู้สูงวัยท่านนั้นมีความสุขมากบอกว่าชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะมีเครื่องมือที่ถูกใจและประสิทธิภาพดีขนาดนี้ ท่านกลับมามีความเป็นอยู่ที่สดใสร่าเริงขึ้นมากกว่าเดิมเพราะท่านได้คุยกับเพื่อนเก่า ส่งรูปเก่าๆ กิจกรรมภาพประทับใจในอดีตให้เพื่อนและมีกิจกรรมอย่างสนุกสนาน นี่เป็นแค่ตัวอย่าง ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ๆเขาค้าขายทางไลน์ ทางเฟสบุ๊ค ประสบความสำเร็จมากมายโดยไม่ต้องเปิด หน้าร้าน…