16)10 ข้อคิดเพื่อธุรกิจที่ก้าวหน้า ปี 2019

10 ข้อคิดเพื่อธุรกิจที่ก้าวหน้า ปี 2019

การเดินทางไม่ว่าจะยาวไกลแค่ไหนก็ต้องมีก้าวแรก การสีข้าวก็เช่นกัน ถ้าท่านคิดวางแผนไว้ในสมอง ถามข้อมูล แคตตาล็อก สเปคเยอะแยะแค่ไหน ก็ไม่สามารถสีข้าวได้ จะเริ่มต้นสีข้าว ท่านต้องเริ่มจากการถมดิน สร้างอาคารขึ้นมา ในตอนแรกที่เริ่มสร้าง บางครั้งคิดว่ายังห่างไกลความจริงมาก ขอให้ลองก้าวทีละก้าว ไม่นานเกินรอประมาณสัก 7-8 เดือนก็เสร็จถ้าสร้างขนาดพอดี ไม่สร้างใหญ่เกินไป ลงมือทำและเดินไปทีละก้าว อย่ามองไกลเกิน อย่าหันหลังบ่อยไป ฟังคำแนะนำที่ดีได้ แต่อย่าเปลี่ยนบ่อย ถ้าทำได้อย่างนี้ไม่ช้าโรงสีข้าวก็เสร็จอย่างแน่นอน การทำโรงสีข้าวให้ประสบความสำเร็จ คือต้องสีข้าวให้เป็น และ ต้องขายได้ด้วย สุภาษิตของจีนกล่าวไว้ว่า “หมื่นลี้ต้องมีก้าวแรก”  วันไหนที่ขายข้าวกระสอบแรกได้แล้วนั้น คือ ท่านกำลังก้าวสู่ประตูชัยแล้ว จงเดินต่อไปครับอย่าหยุด เถ้าแก่โรงสีท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่าการสีข้าวนั้นดูไม่ยาก แต่ทำให้สม่ำเสมอนั้นยากที่สุด เครื่องจักรทุกตัว คือ ความสำคัญ อย่าคิดว่าตัวนั้นสำคัญกว่าตัวนี้ ถึงแม้ว่าในยุค IT ที่ทันสมัยก็ยังต้องพึ่งพาความรู้พื้นฐานจากรุ่นพ่อแม่อยู่เสมอด้วย    วันนี้อยากแบ่งปัน 10 ข้อคิดเพื่อธุรกิจที่ก้าวหน้าในปี 2019 นี้และตลอดไป ตั้งใจอ่านนะครับ เป็นประโยชน์ดีก็แชร์ให้คนที่คุณรักได้อ่านด้วย   1. จงเป็นฝ่ายให้ และให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า…

หัวใจ 4 ห้องของโรงสีข้าว - ยนต์ผลดี

หัวใจ 4 ห้องของโรงสีข้าว

ในหลายปีที่ผ่านมา การสร้างโรงสีข้าวก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ละจังหวัดก็มีกำลังผลิตมากขึ้นไม่น้อยกว่าในอดีต กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย แต่ปริมาณข้าวเปลือกที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้เพิ่มเป็นทวีคูณเหมือนกับกำลังผลิตของโรงสีข้าว แน่นอนในการทำธุรกิจเสรีที่มีการแข่งขัน ทุกโรงสีก็ต้องพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์การสีข้าว เครื่องสีข้าว การบรรจุ การส่งการจำหน่าย ต้องพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อชิงความได้เปรียบในด้านการค้า มีหลายท่านบอกว่าเครื่องจักร เทคนิคการสีข้าว อุปกรณ์ที่มีความสำคัญ ราคาสูง ทุกโรงสีมีความสามารถในการซื้อและติดตั้งได้ไม่แพ้กัน แต่การสีข้าวนั้นไม่ได้มีเครื่องอุปกรณ์เท่านั้นก็สีข้าวได้ สิ่งสำคัญที่สุด คือคน ถ้าไม่มีคนที่เอาใจใส่ ดูแลเครื่อง และปรับเครื่องให้อยู่ในสภาวะการทำงานที่ดี แม้ว่าเครื่องจะดีขนาดไหนก็ไม่มีความหมาย วันนี้ผมจะพูดเรื่อง หัวใจของโรงสีข้าว ที่ต้องมี 4 ประสานจึงจะเรียกว่าสมบูรณ์ 1. พนักงานที่มีความสามารถ 2. เครื่องจักรที่มีคุณภาพ  3. การติดตั้งที่ดี ระบบทำงานที่ไม่ซับซ้อน 4. วัตถุดิบ ที่มีคุณภาพดี ข้อที่ 1 พนักงานที่มีความสามารถ ปัจจุบันเรามักจะได้ยินบ่อยๆคือ “คนงานหายาก” ไม่มีคนเป็น หาคนที่ทำงานดีๆไม่ได้ ไม่มีคนพอกหินเป็น ไม่มีคนใช้หินโคนได้ เหล่านี้คือวลีที่ได้ยินทั่วไป แต่ความเป็นจริง ก็คือ เราไม่ได้มีการสร้างบุคลากรที่มีความรู้เรื่องการสีข้าวมาเลย เรามีมหาวิทยาลัยสอนสาขาวิชาชีพมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่แห่งที่มีการสอนเรื่องการสีข้าว หรือที่เราเรียกทางวิชาการว่า “เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว” ที่เห็นได้และมีผลงานเป็นรูปธรรมคือ…

จดหมายถึงลูก ตอนที่ 4- วิธีบริหารโรงสีข้าวฉบับพ่อสอนลูก

เมื่อวานนี้ ป๊าได้ไปพบลูกค้าที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เขาคิดว่าจะปรับปรุงร้านสีเพิ่มกำลังผลิตจากเดิม 100 เกวียนเป็น 200 เกวียน คุยกันไปมา เขาบอกว่า “ไม่ปรับปรุงละ คิดว่าสร้างใหม่เลยจะดีกว่า เพราะได้เครื่องจักรใหม่ๆมาติดตั้ง แล้วโรงสีเดิมก็ไม่ต้องหยุดสีข้าว เดี๋ยวลูกค้าข้าวเปลือกและข้าวสารจะหายหมด   ที่สำคัญคือถ้าเงินไม่หมุนเวียนทางธนาคารก็จะไม่อนุมัติวงเงินให้ เพราะว่าเครื่องจักรในร้านสี ถ้าจะขยายก็ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ตะแกรงทำความสะอาดข้าวเปลือกไปถึงตะแกรงกลม   เรียกว่าของเดิมไม่ได้แตะต้องเลย โรงเรือนก็เก่ามากแล้วจะยกขึ้นก็ไม่ไหว สรุปว่าทำใหม่ทั้งหมดเลย จริงๆแล้ว โรงสีเก่าได้สีข้าวหากินเลี้ยงลูกเมีย ส่งเสียลูกเรียนจบมาหลายคนแล้ว    เวลานี้ที่คิดจะขยายก็เพราะว่าลูกคนโตเรียนจบปริญญาโทจากเมืองนอกมา มาก็เลยคิดว่าจะสร้างให้ลูกๆบริหาร แต่ก็ต้องตามใจลูกๆในเรื่องการเลือกซื้อเครื่องจักรเพราะว่าในยุคนี้ต้องมาใช้ระบบไฟฟ้าขับเคลื่อนเครื่องจักรทั้งโรงสี   ไม่เหมือนในโรงเดิมที่ใช้เครื่องมือไอน้ำเครื่องจักรจึงแตกต่างกันมากเกือบจะไม่เหมือนกัน”   เมื่อพ่อลูกเขาคุยกันสรุปได้ว่า ตกลงสร้างในที่ใหม่เพราะที่ดินฝั่งตรงข้ามถนนก็ซื้อไว้นานแล้วและถมไว้แล้วด้วย ก็จึงคุยต่อเรื่องเครื่องจักร   ป๊าก็เสนอร้านสีข้าวขนาด 100 เกวียน ระบบเครื่องจักรรุ่นใหม่ๆที่ทำงานสะดวกควบคุมได้ง่ายใช้คนงานเพียง 2-3 คนก็สีข้าวได้แล้ว   เพราะเมื่อใช้ระบบไฟฟ้าการควบคุมการสีข้าวสามารถติดตั้งระบบ  PLC ( ระบบควบคุมเครื่องจักรสีข้าวด้วยระบบอัตโนมัติ)   ควบคุมตั้งแต่การเดินทางของข้าวเปลือกตั้งแต่เริ่มเข้าร้านสีจนไปถึงเครื่องชั่งไหลผ่านที่คำนวณเปอร์เซ็นต์การสีข้าว ว่าออกมาได้ปริมาณข้าวต้น ข้าวท่อน ฯลฯ จำนวนเท่าไร   เราสามารถคำนวณการทำงานและประสิทธิภาพของเครื่องจักรว่าสีข้าวได้กี่หาบกี่ชั่ง…

จดหมายถึงลูก ตอนที่ 3- วิธีบริหารโรงสีข้าวฉบับพ่อสอนลูก

เขียนเลียบค่ายมาตั้งหลายวันแล้ว ยังไม่เข้าถึงร้านสีซะที จริงๆแล้วการสีข้าวเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการสีข้าวที่สำคัญ แต่โรงสีข้าวนั้น กิจกรรมหลังจากที่ได้ตกลงซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรชาวนาลงพื้นปูนซีเมนต์แล้วก็ยังไม่หมด   ถ้าจะว่าไปแล้ว งานเพิ่งเริ่มต้นต่างหาก เพราะข้าวเปลือกทุกเมล็ด ต้องเข้าตู้อบทันที ถ้าทิ้งไว้ไม่กี่ชั่วโมงก็จะมีความร้อนขึ้นในกองข้าว สังเกตดูบางโรงสี ตู้อบไม่พอต้องย้ายกองข้าวเปลือกหรือเกลี่ยออกตากแดดไว้สักหลายชั่วโมง ป้องกันการเสียหายจากข้าวเปลือกเสื่อมคุณภาพ   การอบลดความชื้นก็มีเทคนิคมากมาย ตู้อบแต่ละข้าวก็ไม่เหมือนกัน มีแบบคอลัมน์ แบบซิกแซกสลับไปมา (LSU)  ทั้งสองแบบใช้ความร้อนไม่เหมือนกัน ความเร็วในการอบก็ต่างกัน ความร้อน ความเร็ว และคุณภาพของข้าวเปลือกเป็นตัวคูณกัน กล่าวคือ ถ้าอบเร็ว อบร้อน ก็ป่นมาก   ถ้าอบน้อย ร้อนมาก ยิ่งป่นมากกว่า   ถ้าอบช้า ความร้อนน้อย และมีเวลาพักตัวให้ข้าวได้คลายความร้อน จนจะได้ข้าวเปลือกที่ดี (เราเรียกกันว่าคลายเครียด) ป๊าว่าคนที่เครียดนั้นไม่ใช่ข้าวเปลือกแต่เป็นเจ้าของโรงสีมากกว่า  ในกรณีที่มีการนำข้าวเปลือกอบเพื่อนำไปเป็นข้าวปลูก (พันธุ์ข้าว) ต้องให้ความร้อนไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส ไม่เช่นนั้นเยื่อเจริญจะตาย ข้าวจะไม่งอก ข้าวเปลือกก็มีชีวิตที่จะสืบสายพันธุ์ของมันต่อไปแต่ถ้าถูกอบด้วยความร้อนสูงข้าวเปลือกก็จะตายได้เหมือนกัน ใครที่ต้องการทำข้าวปลูกต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย เมื่ออบข้าวได้แล้วต้องตากผึ่งไว้อีก 24 ชั่วโมงเพื่อให้ข้าวเปลือกคลายความร้อน เพราะเมื่อข้าวเปลือกรับความร้อนผิวข้าวเปลือกจะแห้ง น้ำหรือที่เราเรียกว่าความชื้น จะเข้าไปอยู่ด้านในคือเมล็ดข้าวจะเปียกมาก เมื่อออกจากตู้อบ หรือไม่ให้ความร้อนแล้ว ปล่อยให้ข้าวเปลือกไหลผ่านอยู่ในตู้อบแต่เป่าลมธรรมชาติเข้าไป…

จดหมายถึงลูก ตอนที่ 2- วิธีบริหารโรงสีข้าวฉบับพ่อสอนลูก

โรงสีข้าวเป็นธุรกิจที่มีเสน่ห์มาก เป็นโรงงานที่ลงทุนมากก็จริง แต่อายุเครื่องจักรมีอายุยืนยาว เรียกว่าโรงสีโรงหนึ่งสามารถสีข้าวได้ถึง 20 ปีเป็นอย่างน้อย ที่ดินที่สร้างโรงสีริมชานเมืองในวันนี้ อีก 20 ปี ก็อาจเป็นที่ในเมือง เฉพาะขายที่ดินก็รวยไม่รู้เรื่องแล้ว (อันนี้มีตัวอย่างที่จังหวัดสระบุรี ขายที่ของโรงสี เขาบอกว่าจ้างคุณรื้อโรงสีออกไปด้วยโดยจ่ายค่ารื้อถอนให้อีกต่างหาก) เป็นธุรกิจที่สังคมยอมรับว่าเป็นคหบดีในท้องถิ่น เป็นผู้ที่ช่วยเหลือสังคมและเป็นที่พึ่งของสังคม มีการติดต่อกับธุรกิจด้านการค้าสาขาอื่นๆอีกมาก   มาดูกันว่าโรงสีข้าวเค้าดำเนินธุรกิจกันยังไงบ้าง ในการสีข้าวแต่ละวัน คิดว่ากำไรน่าจะอยู่ที่เกวียนละ 100 บาท สีข้าววันละ 300 เกวียน ปีละ 200 วัน คิดง่ายๆว่าปีหนึ่งสี 30,000 เกวียน ก็จะได้กำไร 6,000,000 บาท นี่เราคิดเฉพาะผลต่างจากการสีข้าวเท่านั้น  ไม่ได้รวมถึงการขายซื้อเข้าและการอบลดความชื้น   ซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรชาวนาท้องถิ่นและใกล้เคียงนำมาเก็บสต็อก 20,000 เกวียนเมื่อต้นปี เก็บถึงปลายปี ราคาขึ้นเกวียนละ 1,000 บาท ก็จะได้กำไรขั้นต้น 20,000,000 บาท (แต่ต้องลงทุน 120,000,000 บาท หักต้นทุนดอกเบี้ยที่กู้ธนาคารมา 5% บางท่านอาจมากหรือน้อยกว่านี้)…

จดหมายถึงลูก ตอนที่ 1- วิธีบริหารโรงสีข้าว ฉบับพ่อสอนลูก

จดหมายถึงลูก ตอนที่ 1- วิธีบริหารโรงสีข้าว ฉบับพ่อสอนลูก เมื่อวานนี้ลูกถามป๊าว่า ข้าวเปลือกเมล็ดเดียวนั้นเมื่อโรงสีสีข้าวออกมาแล้วจะได้ผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง วันนี้จะตอบจดหมายลูกว่าข้าวเปลือกเพียงเมล็ดเดียวเมื่อผ่านเครื่องจักรในโรงสีข้าวจะได้ผลิตภัณฑ์ถึง 13 ชนิด นั่นคือ ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ข้าวสาร / ข้าวต้น / ข้าวเต็มเมล็ด ข้าวสามส่วน ข้าวท่อน ข้าวปลาย ข้าวปลายเล็ก รำหยาบ รำละเอียด เศษข้าวกล้อง (ที่รถเหยียบแตกระกว่างตากบนลานและการเคลื่อนย้าย) กรวด หิน ดิน ทราย แกลบ ละออง เศษฟาง ทั้ง 13 ผลิตภัณฑ์นั้นมีราคาของมันอยู่และเป็นหั่งเช้ง (สภาวะตลาด) ในเวลานั้นๆ มีการแจ้งราคาขึ้นวันละ 2 ครั้ง เหมือนกับตลาดหุ้น ฉะนั้นการซื้อขายจึงต้องฟังหั่งเช้งตลอด   เวลาที่ลูกได้ยินเจ้าของโรงสีพูดเสมอว่า “หั่งเช้งไม่ดี ” แปลว่าสภาวะตลาดไม่ค่อยดี บางครั้งราคาข้าวเปลือกที่ซื้อเข้าก็แพงกว่าราคาข้าวสารและผลิตภัณฑ์ทุกรายการรวมกันแล้วหักออกด้วยค่าใช้จ่ายในการสีข้าวแล้วไม่มีกำไร   เกือบลืมไปยังไม่ได้บอกลูกว่าค่าใช้จ่ายในการสีข้าวมีอะไรบ้าง ค่ากากเพชร น้ำเกลือ ยาเส้น ค่าลูกยางกลมกะเทาะข้าวเปลือก…

เสน่ห์ธุรกิจโรงสีข้าว

เสน่ห์ธุรกิจโรงสีข้าว หลายวันก่อนมีเพื่อนสมาชิกโรงสีข้าวมาเยี่ยมที่โรงงาน เห็นอุปกรณ์ที่ผมได้ประกอบอยู่หลายรายการ เป็นเครื่องรุ่นใหม่ๆ ทันสมัยมากๆ เช่น ตะแกรงโยกรุ่นจัมโบ้ ชั้นละ 20 ช่อง 4 ชั้น รวม 80 ช่อง ฟันปลาแบบพิเศษ สูง 4 นิ้ว ฟันปลาแตนเลสพับองศา เทคนิคตำรับประเทศเยอรมัน เฟรมตะแกรงมีแป๊ปขนาด 4 นิ้ว และ 3 นิ้ว ยืดยาวตลอด จำนวน  3 เส้น ใช้งานได้ดี มีผลงานติดตั้งมาหลายปีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าการติดตามและพัฒนาจากเดิม ทำให้วงการโรงสีข้าว ยอมรับในเรื่องตะแกรงโยกที่ใช้ไม้เป็นโครงสร้าง เทคโนโลยีนี้ต่างประเทศใช้กันมานานกว่า 30 ปี ท่านที่ต้องการติดตามการทำงานของตะแกรงโยกจัมโบ้  4 ชั้น ขอให้โทรมานัดกันจะได้พาไปชมก่อนที่จะตัดสินใจเลือกสำหรับร้านสีของท่าน เพราะตะแกรงโยกเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมากอย่างหนึ่งในร้านสี หากว่าตะแกรงโยกทำงานไม่ดีแล้วการสีข้าวจะมีปัญหามาก โรงสีข้าวยุคใหม่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นต้นกำลัง การปรับรอบตะแกรงโยกด้วยมอเตอร์ปรับรอบทำให้การติดตั้งง่ายขึ้น การควบคุมได้สะดวกมาก ลดข้าวกล้องกลับหลังและข้าวเปลือกไปกับข้าวกล้อง เปรียบตะแกรงโยกเป็นกระเพาะอาหารของมนุษย์เราก็คงจะไม่ผิด ตะแกรงโยกที่ดีแยกข้าวกล้องออกจากข้าวเปลือกได้ดี พอมีท่านสมาชิกมาเยี่ยมกัน ก็เลยได้พูดกันถึงเรื่อง เสน่ห์ของโรงสี ทำไมจึงมีนักอุตสาหกรรมหันมาตั้งโรงสีมากขึ้น…

17 แนวคิดที่ ‘เตี่ย’ สอน ‘เสี่ย’ บริหารงานโรงสีข้าว

1. เป็นแบบอย่างที่ดี การสอนลูกหลานในบ้านมีใช่เพียงแต่ดุด่าว่ากล่าวพร่ำอบรมนิสัย สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร แต่การสอนที่ได้ผลดีที่สุดและมิต้องเปลืองวาจา คือ การทำตัวเป็นแบบอย่างแก่ลูกหลาน ถ้าพ่อแม่ทำตัวดี มีจิตใจเมตตา มีอารมณ์ขัน ขยันขันแข็งและมีคุณธรรม ลูกๆก็จะได้รับอิทธิพลนั้นมาด้วยอย่างไม่รู้ตัว เพราะแบบอย่างที่ดีนั้นผู้ที่มีความเป็นอยู่ใกล้ชิดจะรับมาอย่างธรรมชาติ การทำอาชีพโรงสีข้าวนั้นต้องมีความขยัน จึงจะประสบความสำเร็จ  การทำงานแบบต่อเนื่อง ไม่มีวันหยุด เกือบจะเรียกว่าไม่มีวันลาอีกด้วย ดังนั้น ลูกหลานที่เห็นคุณพ่อ คุณแม่ทำงานทั้งวันย่อมมีความประทับใจและอยากจะแบ่งเบาภาระของท่านโดยธรรมชาติ ต้นแบบที่ดีย่อมได้ผู้ตามที่ดี อาชีพการสีข้าวนั้นกำไรต่อหน่วยน้อยมาก หากว่าไม่ขยันก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ   2. ความโลภ อาชีพสีข้าวนั้นมีข้อจำกัดมากมาย ความโลภจะทำให้ธุรกิจมีปัญหา อาชีพการสีข้าวไม่ใช่ตัวเลขที่จะมาคิดคำนวณได้ว่าจะต้องทำกำไรเท่านั้นเท่านี้ การสีข้าวมากกว่าก็ไม่เป็นการยืนยันว่าจะกำไรมากกว่า มีหลายท่านคิดว่าทำโรงสี 100 เกวียนต่อวันกำไรเท่านี้ ถ้าเราสร้างโรงสีใหม่ให้สีข้าวได้วันละ 300 เกวียน น่าจะกำไรมากกว่านี้อีก 2 เท่า เช่นนี้ท่านอาจจะมีปัญหาได้ เพราะการสีข้าวได้มากแต่ไม่มีตลาดที่ดีรองรับก็ขายไม่ได้  ข้าวเปลือกที่ท่านสต๊อกไว้อาจมีปัญหาในการจัดเก็บ ราคาตก ท่านคำนวณหั่งเช้งพลาด ขายข้าวแล้วเก็บเงินไม่เข้าเป้า อีกมากมายคือปัญหาในการขายและซื้อก็ไม่ใช่ว่าสีข้าวมากแล้วจะกำไรมาก ต้องเหมาะสมกับขนาดกระเป๋าของท่านด้วย เมื่อเห็นโรงสีอื่นเขามีกำไรกับข้าวเปลือกพันธุ์นั้น ชนิดนี้ ตลาดส่วนนั้น เราก็คิดว่าเราน่าจะทำได้ กำลังผลิตเรามีแค่นี้ ก็จะขยาย สร้างใหม่ให้ใหญ่โตทัดเทียมเพื่อน คนเรามีโชค…

แกลบ คือ ขุมทรัพย์หลังโรงสีข้าว

เมื่อวานนี้ได้ต้อนรับลูกค้าท่านหนึ่งจากจังหวัดพิษณุโลก ท่านมาเยี่ยมเยียนกันคุยปรึกษาเรื่องหินข้าวขาว หรือที่เรียกกันเล่นๆว่า ลูกแก้วสารพัดนึก ลูกค้าสีข้าวมากว่า 2 ปีแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ เมื่อนำข้าวเปลือกมาคิดคำนวณจากเนื้อข้าว ความชื้น เปอร์เซ็นต์ข้าวกล้อง-ข้าวขาว ในระยะนี้ ข้าวต้น (ข้าวเต็มเมล็ด) ไม่ได้ตามน้ำหนักที่คำนวณไว้ ทั้งๆที่ในปีแรกสีได้ดีมาก จริงๆแล้วหลังจากที่ได้ทำการสีข้าวมากกว่า 2 ปี น่าจะทําได้ดีกว่า ถ้าคิดแบบง่ายๆ ก็พอใช้ได้แต่เมื่อมาคิดให้ละเอียด เพราะเราซื้อข้าวเปลือกราคาเต็มเกจ์ แบบว่าสุดๆอยู่แล้ว เมื่อสีขายข้าวสารราคากรุงเทพฯที่เราๆเรียกว่าราคาลอยตัว (คือเช้าราคาหนึ่่ง บ่ายอีกราคาหนึ่ง พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่) แล้วดีดค่าใช้จ่ายไม่ออก จึงทำให้สงสัยว่า ปัจจุบันมีการสีข้าวที่ก้าวหน้ากว่านี้หรือไม่อย่างไร หรือว่าลืมระเบียบข้อไหนของร้านสี ก็ได้คุยกันหลายเรื่อง ตั้งแต่การตากข้าวเปลือกบนพื้นปูนซีเมนต์ การทำความสะอาด การกระเทาะข้าวเปลือกด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตะแกรงโยกปรับด้วยมอเตอร์เรื่อยมาจนถึงเรื่องกากเพชร การเลือกซื้อกากเพชรเป็นปัจจัยหลัก เพราะในปัจจุบันกากเพชรมีหลายยี่ห้อ หลายขนาด เบอร์ต่างๆ ของแต่ละยี่ห้อก็ไม่เท่ากัน ปูนขาวก็ไม่มีอัตราส่วนผสม พนักงานขายก็ว่าคุณภาพเยี่ยมทุกที่ อย่างนี้ทุกครั้งเวลาซื้อ มาถึงเกลือเกล็ดที่ใช้ผสม เวลาต่อความเค็มหรือที่เราเรียกว่าความถ่วงจำเพาะ เหล่านี้คือ ข้อแตกต่างในเรื่องวัตถุดิบที่เรานำมาผสม ยังมีเรื่องเวลามาเกี่ยวข้องอีก ท่านยังคิดไปถึงความชื้นสัมพันธ์ในอากาศขณะที่ทำการพอก แต่ละครั้งส่วนผสม เวลาในการผสม เหล่านี้เป็นตัวแปรที่สำคัญ หลายท่านคงแปลกใจว่าครั้งก่อนทำแล้วใช้ได้ดีครั้งนี้ทำไมไม่เหมือนเดิม แม้ว่าใช้พนักงานคนเดิม ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ…

21 เคล็ดลับ ค้าแบบโรงสีข้าว รวยแบบโรงสีข้าว

21 เคล็ดลับ ค้าแบบโรงสีข้าว รวยแบบโรงสีข้าว ถ้าจะพูดถึงเรื่องการทำมาค้าขายก็ต้องยกย่องและยอมรับวิถีทางของคนจีน โดยเฉพาะอาชีพการทําโรงสีข้าว เถ้าแก่โรงสีข้าวส่วนใหญ่ล้วนประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง ทั้งๆที่หลายท่านเริ่มมาจากศูนย์ บางท่านเริ่มมาจากการเป็นลูกจ้างโรงสีขนาดใหญ่มาก่อนด้วยซ้ำไป หลักการของเถ้าแก่โรงสีข้าวนั้นลุ่มลึก ผ่านการเรียนรู้ทดลองผิดถูกจากประสบการณ์ที่ผ่านมา จากกาลเวลาจนกระทั่งตกผลึกเป็นปรัชญาของการค้า เมื่อท่านคิดจะทำโรงสีข้าวให้รุ่งเรืองไม่ว่าจะเป็นโรงสีข้าวขนาดใหญ่หรือเล็ก จะต้องมีหลักการเป็นจุดยืนของตนเองและศึกษาปฏิบัติตามปรัชญาการค้าของคนอื่นด้วย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและเฉียบคมในการบริหาร เพื่อให้ทันสมัยในยุคที่การแข่งขันไร้พรมแดน ยุคที่หั่งเช้งอยู่แค่ปุ่มโทรศัพท์มือถือ ดังคำกล่าวที่ว่า  “อยากขึ้นเขาสูง ก็ต้องถามทางจากผู้ที่ลงมาแล้ว” สารพันเคล็ดวิธีที่จะกล่าวต่อไปนี้ ผมได้รวบรวมจากตำราเก่าๆ และอื่นๆอีกหลายเล่ม ว่าด้วยปรัชญาการค้าของมังกรโบราณ นำมาเรียบเรียงและเพิ่มเติมให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น การค้าจะรุ่งเรืองต้องอาศัยกลยุทธ์ที่แตกต่าง แต่หัวใจการค้าต้องยึดมั่นในคุณธรรมและความซื่อสัตย์ 1. ยิ้มแย้มแจ่มใส คิดจะทำโรงสีข้าว ต้องมีหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เรียกว่าหน้ารับแขก เพราะว่าลูกค้าของโรงสีข้าวนั้นมีทุกระดับ ตั้งแต่เกษตรกรชาวนา พ่อค้าข้าวเปลือก นายธนาคาร ข้าราชการ กระทั่งเถ้าแก่โรงสีด้วยกัน หน้าไม่รับแขก คงทำการค้าขายไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน การซื้อขาย ต่อรองราคา ต้องมีอัธยาศัยไมตรีอันดี คงไม่มีใครอยากนำข้าวเปลือกมาขายกับคนที่หน้าบอกบุญไม่รับ และถ้าไม่มีข้าวเปลือกมาแล้วโรงสีข้าวจะได้วัตถุดิบที่ไหนมาทำการสี   2. กล้าคิดกล้าลงทุน โรงสีข้าวนั้นเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนอย่างมาก ถ้ามัวแต่หวงเงินก้อนใหญ่ไว้แล้วจะคิดหางานใหญ่ทำได้อย่างไร การทำโรงสีต้องคิดปรับปรุงตลอดเวลา ควรตั้งงบส่วนหนึ่งไว้พัฒนาในส่วนของร้านสี ซื้อเครื่องมือใหม่ๆ ที่ทันสมัย เพื่อให้เกิดการสร้างงาน…