#30 : 5 วิธีวัดความชื้นของข้าวเปลือก

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาเล่าถึงประสบการณ์จากท่านผู้รู้ท่านหนึ่งที่ศึกษาเรื่องการอบข้าวและมีข้อคิดที่ทุกคนก็รู้ และเคยรู้หรือรู้แล้ว แต่ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะว่าเวลานั้นยังมาไม่ถึงนั่นเอง แต่เวลานี้ถึงเวลานั้นแล้ว คือ เรื่องการวัดความชื้นของข้าวเปลือก ก่อนนี้เราไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก   การวัดความชื้นข้าวเปลือกนั้นมีอยู่หลายเวลา /ต่างกรรมต่างวาระ 1. วัดเมื่อมีการซื้อขายข้าวเปลือก คือ ตรวจวัดความชื้นข้าวเปลือกที่เกษตรกรเกี่ยวเสร็จ (ข้าวเกี่ยวสดจากท้องนา) นำมาขายให้โรงสีข้าวโดยตรงหรือพ่อค้าคนกลางรับซื้อข้าวเปลือกในท้องถิ่นนั้นๆหรือที่ตลาดกลางข้าวเปลือก (ท่าข้าว) ความชื้นก็จะอยู่ในระหว่าง 28-30+จุด (หน่วยวัดที่เครื่องวัดความชื้น) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตีราคารับซื้อ-ขาย   2. วัดความชื้น เมื่อมีการซื้อขายที่โรงสีข้าวที่โรงสีข้าว ผู้ขาย มีทั้งเป็นเกษตรกรบรรทุกมาขายโดยตรงกับโรงสีข้าว และพ่อค้าคนกลางที่รวบรวมข้าวเปลือกสดในแต่ละวันมาขายให้โรงสีข้าวก็จะมีการวัดข้าวเปลือกและตรวจสอบคุณภาพที่หน้าออฟฟิศ   โดยเก็บตัวอย่างจากรถบรรทุกด้วยหุ่นยนต์เก็บตัวอย่าง (paddy robot) เพื่อนำมากะเทาะเป็นข้าวก้องเพื่อตรวจสอบคุณภาพ ความแกร่ง ความสมบูรณ์ สิ่งเจือปน สายพันธุ์ข้าวตามที่โรงสีกำหนดที่สำคัญที่สุด คือ ค่าความชื้น (เพราะค่านี้จะเป็นค่าที่ใช้เสนอราคาซื้อ-ขาย)   3. วัดความชื้น เมื่อมีการนำข้าวเปลือกไปทำความสะอาดเพื่อเข้าตู้อบลดความชื้น (เป็นการวัดความชื้นก่อนเข้าตู้อบ) เพื่อตั้งค่าความร้อนของลมร้อน (ลมร้อนที่ผสมกับลมบรรยากาศ เพื่อให้ได้ความร้อนที่ต้องการ) จุดนี้เป็นจุดที่เพราะถ้าตั้งค่าความร้อนสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป   การปรับรอบของโรตารีที่ปล่อยข้าวเปลือกด้านล่างของตู้อบ 2 ตัวแปรนี้ จะมีผลต่อปริมาณการอบของเครื่องอบและจะมีผลต่อคุณภาพข้าวเปลือกโดยตรง   ตู้อบในบ้านเรานั้น…

#28 : 9 ยุทธภูมิ (ซุนวู) ปฏิบัติการทางทหารกับการพัฒนาธุรกิจโรงสีข้าว

ปฏิบัติการทางทหาร บทที่ ๑๑ เก้ายุทธภูมิ (ซุนวู) อันหลักแห่งการบัญชาทัพนั้น… ยุทธภูมิที่ 1 มียุทธภูมิซ่านเซ็น ยุทธภูมิที่ 2 มียุทธภูมิเบา  ยุทธภูมิที่ 3 มียุทธภูมิยื้อแย่ง ยุทธภูมิที่ 4 มียุทธภูมิคาบเกี่ยว ยุทธภูมิที่ 5 มียุทธภูมิสัญจร ยุทธภูมิที่ 6 มียุทธภูมิหนัก ยุทธภูมิที่ 7 มียุทธภูมิวิบาก ยุทธภูมิที่ 8 มียุทธภูมิโอบล้อม ยุทธภูมิที่ 9 มียุทธภูมิมรณะ เจ้าครองแคว้นรบในแดนตก เรียกว่า “ยุทธภูมิซ่านเซ็น”   รุกเข้าแดนผู้อื่นไม่ลึก เรียกว่า “ยุทธภูมิเบา”   เราได้ก็มีประโยชน์ เขาได้ก็มีประโยชน์ เรียกว่า “ยุทธภูมิยื้อแย่ง”   เราไปก็ได้ เขามาก็ได้ เรียกว่า “ยุทธภูมิคาบเกี่ยว”   เขตแดนต่อแดนสามฝ่าย ใครถึงก่อนจั้กได้มิตรมากมายในปฐพี เรียกว่า “ยุทธภูมิสัญจร”   รบลึกเข้าแดนผู้อื่น ทิ้งเมืองมากหลายไว้เบื้องหลัง เรียกว่า “ยุทธภูมิหนัก”   เดินทัพในป่าเขา ที่คับขันตราย…

#27 : 4 คำคมขงเบ้งกับธุรกิจโรงสีข้าว

4 คำคมจากขงเบ้งกับธุรกิจโรงสีข้าว    1. เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย ธุรกิจโรงสีข้าว คือ ธุรกิจเชิงรุกหรือที่เรียกว่ามองไปข้างหน้า ต้องมองไปข้างหน้าว่าปีนี้การเพาะปลูกได้มากน้อยแค่ไหน ฝนตก น้ำในคลอง ในแม่น้ำ ฤดูกาล ท่านต้องสังเกตุอยู่เสมอว่าการเพาะปลูกนั้นเริ่มเมื่อไหร่ ปีนี้เพาะปลูกช้ากว่าเดิมหรือไม่ มีแมลงหรือภัยธรรมชาติอย่างไร  ฝนตกมากหรือน้อย จะเกิดน้ำท่วมหรือเปล่าระหว่างที่เก็บเกี่ยว หรือว่าข้าวขาดน้ำ   ทั้งหลายเหล่านี้คือข้อมูลที่ท่านต้องให้ความสนใจเพราะจะมีผลกับผลผลิตข้าวเปลือกทั้งนั้น ข้าวจะมีน้ำหนัก ข้าวลีบภายใน ข้าวไม่เต็มเมล็ด มีท้องไข่ เมื่อขัดสีมาเป็นข้าวสารแล้วได้ข้าวเต็มเมล็ดน้อยกว่ามาตรฐาน เหล่านี้ เป็นต้น   มีผู้รู้ท่านได้กล่าวไว้ว่า “การซื้อข้าวถ้าตามกระแสก็หมดกระสุน” เพราะว่า ข้าวต้นฤดูนั้นเก็บเกี่ยวอย่างเร่งรีบ ข้าวเปลือกไม่สมบูรณ์ จะมีเมล็ดลวง เมล็ดลีบ ข้าวไม่เต็มโครง อายุไม่ครบ เกี่ยวหนีน้ำ เกี่ยวก่อนอายุจะครบ ความชื้นสูงมาก ข้าวเขียวเม็ดลีบมากกว่าปกติ   เมื่อนำมาอบ จะมีข้าวลีบออกมาก น้ำหนักหายไปมากกว่าที่คำนวณไว้ เมื่อสีออกมาเป็นข้าวสารแล้วก็ไม่ได้เนื้อข้าวที่ดีมากนัก ข้าวหักมากกว่า มีท้องไข่สีขุ่น และจุดดำมาก   ทั้งหลายตามที่กล่าวมานี้ คือ ท่านขาดทุนตั้งแต่ยังไม่ได้สีข้าวด้วยซ้ำ…

#26 : 24 คำสอนตามหลักธรรมจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

24 คำสอนตามหลักธรรมจาก ท่าน ว.วชิรเมธี สำหรับการดำเนินชีวิตแล้ว การนำคำสอนต่างๆมาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้เป็นอย่างดีนะครับ นักปราชญ์หลายท่านมีคำสอนที่ดีเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตเป็นทั้งคำกระตุ้นเตือนให้ฉุกคิด เหนี่ยวนำจิตใจไว้ได้อย่างเข้มแข็ง ผมขอแบ่งปัน 24 คำสอนตามหลักธรรมจาก ท่าน ว.วชิรเมธี ดังนี้ 1. คนธรรมดาทำบุญก็อยากได้บุญ คนมีปัญญาทำบุญหวังจะเกิดในภพใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่ชาวพุทธแท้ทำบุญเพื่อการปล่อยวางกิเลสอย่างสิ้นเชิง   2. สิ่งที่ตาเห็นอย่าเพิ่งสรุปว่ามี สิ่งที่คนยอมรับว่าดีอย่าเพิ่งบอกว่าเห็นด้วย   3. ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี   4. นักปราชญ์ชาวตะวันตกกล่าวว่า อำนาจทำให้คนเสีย ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จยิ่งเสียคนแบบเบ็ดเสร็จ   5. ดาบที่ดีต้องมีฝัก ความสามารถที่ดีต้องมีจริยธรรม   6. พ่อแม่ที่ดีต้องมีพรหมวิหาร 4 หน้า หน้า 1 คือเมตตา หน้า 2 คือกรุณา หน้า 3 คือมุทิตา หน้า 4 คือ อุเบกขา  …

#25 ทักษะ 5 ประการ ที่จำเป็นในอนาคต

ทักษะ 5 ประการ ที่จำเป็นในอนาคต ในอนาคตอีกไม่ไกลเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปมากถึงขั้นหลายๆอาชีพที่มีอยู่ในปัจจุบันค่อยๆ หดหายไป อาชีพใหม่ๆ ที่เราไม่เคยคิดฝันมาก่อนจะเกิดขึ้นมาใหม่ๆ ซึ่งนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ถ้าอย่างนั้น ทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคตคืออะไร จะเป็นทักษะชุดเดียวกับสิ่งที่เรามีในอดีต และนำมาใช้ในปัจจุบันจะประสบความสำเร็จอีกหรือไม่   ลองมาดูกันซิครับว่ามีอะไรบ้าง และปัจจุบันท่านและบุตรหลานมีแล้วหรือยัง?   ประการที่ 1 ความสามารถในการติดตามและมองเห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เนื่องจากในปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงรอบๆ ตัวเราเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นทุกขณะ แต่เราคงยังใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สมมติฐานความรู้ กรอบวิธีคิดแบบเดิม ในไม่ช้าเราจะเป็นคนล้าสมัย   ความน่ากลัวในปัจจุบันก็คือ เราไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าความรู้ ทักษะที่เราได้เรียนรู้ในอดีตหรือปัจจุบันจะเพียงพอที่จะทำให้เราสามารถประกอบอาชีพและประสบความสำเร็จได้ต่อไปตลอดชีวิต   “ผู้เขียน”  ในด้านธุรกิจการสีข้าวนั้น การเปลี่ยนแปลงเร็วมากระยะไม่กี่ปีมานี้ การขยายตัวของโรงสีข้าวเติบโตอย่างรวดเร็ว ติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ในการสีข้าวคุณภาพดีเพื่อการส่งออก สีข้าวได้รวดเร็ว การสร้างโรงสีข้าวขนาดใหญ่เพื่อการส่งออก เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว   ปัจจุบัน ระบบการสีข้าวเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม การจับกลุ่มโรงสีข้าวที่มีศักยภาพในการสีข้าวคุณภาพเยี่ยมขนาดใหญ่เพื่อการส่งออกเริ่มมีมากขึ้น และขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งระบบโลจิสติกส์ ที่ครบวงจร   ในอนาคต การส่งออกข้าวสารจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังบทความข้างต้น “ถ้าเราใช้กรอบวิธีคิดแบบเดิมๆ ในไม่ช้าเราอาจจะเป็นคนล้าสมัย ตกยุคและตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง” เพราะภาครัฐส่งเสริมภาคการส่งออกอย่างเต็มที่ กฎระเบียบได้เอื้ออำนวยแก่ผู้ส่งออกอย่างมาก…

#24 : 3 วิชาชีวิตที่ไม่มีสอนในตำรา

3 วิชาชีวิตที่ไม่มีสอนในตำรา   การประสบความสำเร็จและมีชีวิตแบบนั้น สภาพความเป็นอยู่ในวันนี้ไม่ได้ตัดสินใจในวันนี้ แต่มันเป็นผลที่มาจากเป้าหมายชีวิตของพวกเราในวันนี้  สำหรับคนที่มองการณ์ไกลและมีเป้าหมายในชีวิต การเลือกในวันนี้จะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในอนาคตล่วงหน้า  “จากหนังสือ ชีวิตที่ไม่มีในตำรา”   มองการณ์ไกล และมีเป้าหมาย  อีก 10 ปีข้างหน้า จะไม่มีใครแทนที่คุณได้       ปรัชญาชีวิตของ มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ได้กล่าวไว้ว่า  “หากเป้าหมายชีวิตของคนคนหนึ่ง ยิ่งไกล เขาก็จะยิ่งประสบความสำเร็จมาก”      เป้าหมายชีวิตที่สูงส่งและงดงามสามารถดึงดูดให้ขยันและต่อสู้ไม่หยุด เพื่อให้บรรลุถึงความสำเร็จ   ทุกครั้งที่คุณเหนื่อยหน่ายและเกียจคร้าน มันจะเปรียบเหมือนนาฬิกาปลุกที่ปลุกคุณตื่นขึ้นในเวลาเช้า เมื่อคุณเหนื่อยจนก้าวเท้าไม่ออก มันก็เปรียบเหมือน โอเอซีส ของชึวิต ท่ามกลางทะเลทรายที่ทำให้คุณมีความหวัง   เมื่อคุณพบอุปสรรคแล้วรู้สึกหดหู่ใจ มันก็เปรียบเหมือนพระอาทิตย์ในยามฟ้าสางที่ขับไล่หมอกควันที่กระจายอยู่เต็มท้องฟ้า คนที่มองการณ์ไกลและมีเป้าหมาย เมื่อเป้าหมายของชีวิตไล่กวดเข้ามาก็จะกระตุ้นตนเองตลอดเวลา พวกเขาจะได้รับพลังแห่งจิตวิญญาณที่เปล่งประกายทำให้เกิดอารมณ์การต่อสู้   ที่หลายปีก่อนที่คุณเคยคิดและตั้งเป้าหมายไว้ ว่าจะสร้างโรงสีข้าวแบบไหน ขนาดกำลังผลิตวันละเท่าไหร่  จะซื้อข้าวเปลือกพันธุ์ไหน จะสีข้าวคุณภาพระดับไหน แล้วขายข้าวให้กับลูกค้าคนไหน ตลาดภายในประเทศ หรือส่งออกต่างประเทศ คุณจะหยุดตัวเองที่จุดไหน เมื่อถึงจุดนั้นแล้วคุณจะทำอะไร…

#22 : บริหารโรงสีข้าวให้รวยด้วยกลยุทธ์ซุนวู

ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจขนาดใหญ่ ล้วนแต่ต้องการให้ธุรกิจของเขาเหล่านั้นประสบความสำเร็จ   โลกหมุนไปตามกาลเวลา แต่อย่าปล่อยให้ความหยุดนิ่งมาฆ่าความสำเร็จคุณ   แต่ถ้าหากคุณประสบปัญหาด้านธุรกิจและคุณไม่มีแบบแผนกลยุทธ์ด้านการตลาดมาใช้กับธุรกิจ พอจะมีวิธีไหมที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจ?   เราต่างรู้กันดีว่า คนจีนมีชื่อเสียงในเรื่องการค้าขายและการทำธุรกิจ  นับแต่สมัยสุโขทัย พ่อค้าชาวจีนเริ่มเข้ามาติดต่อค้าขาย และเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานสมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่จึงมีเชื้อสายชาวจีนอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งผู้เขียนและผู้อ่านบางท่านก็อาจจะมีเชื้อสายชาวจีนอยู่เหมือนกัน   เมื่อประมาณ 482 ปี ก่อน ค.ศ   “ซุนวู” นักปรัชญาชาวจีนท่านหนึ่งเป็นผู้เขียน  “ตำราพิชัยสงคราม” ภายในตำรามีหลักทฤษฏีด้านการทหารจนผู้นำทั่วโลกยอมรับ อาทิ นโปเลียน   เอร์วิน รอมเมล พระเจ้าไกเซอร์ นาวิกโยธินสหรัฐอเมริกา ทุกคนต้องอ่านตำราเล่มนี้ หรือแม้แต่บุคคลสำคัญในบ้านเรา นั่นคือ ท่านปรีดี พนมยงค์  ก็ต้องนำตำราพิชัยสงครามไปอ่าน เป็นต้น  จะเห็นได้ว่า ”ซูนวู” นั้นมีความยิ่งใหญ่และความสามารถมากเพียงใด   นอกจากเป็นตำราเพื่อบอกวิธีการรบ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกตกตลึงไปกับ “ตำราพิชัยสงคราม” คือ สามารถนำหลักการการรบมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กรธุรกิจและด้านการจัดการของธุรกิจอีกด้วย  เพราะบุคคลชั้นนำของโลกด้านธุรกิจ นำหลักทฤษฏีของซุนวู มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ เช่น บิล เกตส์…

#21 : 3 นิทานสอนใจได้แง่คิด ที่ผมชอบเล่าให้ฟังเสมอๆ

จากหนังสือหลายๆ เล่ม จากเรื่องราว นิทาน หลายๆเรื่อง เราจะได้ข้อคิดแนวคิดในการใช้ชีวิตให้มีความสุขได้    1. ตะปูในใจคุณ มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง และบอกกับเขาว่า   “ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน”   วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ   ในแต่ละวันที่ผ่านไปก็ลดจำนวนลง น้อยลง น้อยลง เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ   และแล้ว หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ และบอกกับพ่อของเขาว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา   พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง”   วันแล้ววันเล่า…

#20 : โรงสีชุมชนจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ

ความสำเร็จของทุกคนเหมือนกันแต่ไม่เท่ากัน… ฟังดูว่าคล้ายๆกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันเพราะใจคนเราไม่เท่ากัน ความสำเร็จของคนหนึ่งอาจไม่ใช่ความสำเร็จของอีกคนหนึ่ง การทำธุรกิจก็เช่นกัน อาชีพเดียวกัน รับบริการสีข้าวให้ชุมชนเหมือนกันใช้เครื่องจักรแบรนด์เดียวกัน แต่ความสำเร็จต่างกัน   เจ้าของกิจการ โรงสีข้าวจ้าง  (โรงสีที่รับบริการสีข้าวให้ชุมชน) จะเป็นคนในหมู่บ้านหรือมาจากตำบลอื่นๆ ก็ไม่ผิดกติกาใดๆ ในอดีตที่ผ่านมาจะมีโรงสีข้าวจ้างนี้แทรกอยู่ในตำบลต่างๆ ที่เพาะปลูกข้าวกันหนาแน่นเกือบทุกตำบล ด้วยเหตุที่การคมนาคมยังไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน   ข้าวเปลือกในมือชาวนาที่เก็บไว้ในยุ้งฉางของตนเองยังมีอยู่เกือบทุกครัวเรือนเหมือนกับการออมเงินไว้ในครัวเรือนเมื่อข้าวเปลือกราคาดี ก็แบ่งออกมาขายให้โรงสีข้าวที่รับซื้อ   อีกส่วนหนึ่งก็เก็บไว้เมื่อต้องการบริโภคก็แบ่งออกมาส่งให้ “โรงสีข้าวจ้าง”แปรสภาพ (สีข้าว) ให้เป็นข้าวก้องหรือข้าวสารนำกลับมาใช้บริโภค (จึงไม่ต้องไปซื้อข้าวถุงสำเร็จเช่นปัจจุบัน)   วิถีเกษตรกรชาวนา เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมีรถเกี่ยวนวดข้าวเกิดขึ้น การเก็บเกี่ยวจากที่เคยเกี่ยวเมื่อข้าวสุกในท้องนา (ทุ่งรวงทอง) ก็มาเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวพลับพลึง ยังมีความชื้นสูงอยู่ ( 28-32 จุด) ข้าวสุกแต่ยังไม่เหลือง เพราะเมื่อเก็บเกี่ยวด้วยรถเกี่ยวแล้วข้าวจะไม่ร่วงมาก   แต่มีข้อแม้ว่า เมื่อเกี่ยวแล้วต้องนำไปผึ่ง/ตาก หรืออบลดความชื้นในทันที่ห้ามข้ามคืน (เพราะข้าวเปลือกจะเกิดความร้อนและเสื่อมคุณภาพเสียหายได้) ทำให้ราคาลดลงมาก   ส่วนใหญ่แล้วต้องรีบส่งข้าวเปลือกเกี่ยวสดนี้ไปโรงสีข้าวขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีเครื่องอบลดความชื้นขนาดใหญ่สามารถรองรับข้าวเปลือกได้วันละมากๆ   เมื่อทุกท้องนาส่วนใหญ่ทำอย่างนี้ข้าวเปลือกในมือชาวนาก็ลดลง การเก็บข้าวไว้บริโภค การเก็บไว้ทำพันธุ์ เก็บไว้เข้ายุ้งรอราคาและเก็บไว้ทำวิสาหกิจชุมชนก็ลดลง   เมื่อวัตถุดิบในมือลูกค้าลดลง โรงสีข้าวชุมชนก็ลดลงตามวิถีชุมชนที่เปลี่ยนไป…

17)หนึ่งกุญแจสำคัญ สู่ความสำเร็จของการบริหารโรงสีข้าว

#18 : หนึ่งกุญแจสำคัญ สู่ความสำเร็จของการบริหารโรงสีข้าว

เมื่อคุณคิดจะสร้างโรงสีข้าว สวัสดี…ทุกท่านที่กำลังจะสร้างโรงสีข้าว โรงสีข้าว เป็นธุรกิจที่นำเสนอตัวเองว่าเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชุมชน มีการซื้อขายเป็นเงินสด ราคาเคลื่อนไหวขึ้นลงทุกวัน ทำให้มีการเก็งกำไรตลอดเวลา ข้าวขึ้นก็มีกำไร ข้าวลงก็มีกำไร เก็บไว้ไม่ขายก็มีกำไร ผลิตภัณฑ์ทุกรายการขายได้ และมีหั่งเช้ง (ราคาเคลื่อนไหว) ตลอดเวลา   ซึ่งที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีอีกหลายรายการที่ไม่ได้เขียนและบางรายการก็เขียนออกมาไม่ได้ (เพราะเป็นเทคนิคในการบริหาร) ต้องเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติงาน   เมื่อพูดถึงการลงทุนว่า “โรงสีต้องลงทุนอะไรบ้าง” เริ่มจากโรงสีข้าวขนาด 4 ตัน ข้าวเปลือก (เกรียน)/ชั่วโมง ที่เรียกกันแบบชาวบ้านทั่วไปว่าวันละ 100 เกวียน วันของโรงสีข้าวคือ 24 ชั่วโมง เกวียนคือน้ำหนักข้าวเปลือก 1000 กิโลกรัม การสีข้าววันละ 100 เกวียน คือ คุณจะสีข้าวเปลือกวันละ 100,000 กิโลกรัม เทียบเป็นรถบรรทุก 10 ล้อเท่ากับ 2 พ่วงกับหนึ่งเดียว   แต่คุณจะต้องเตรียมอะไรบ้างที่จะรองรับข้าวเปลือกจำนวนมากขนาดนี้ เมื่อสีข้าวเปลือกแล้วจะได้ผลผลิตออกมากี่ชนิด ตามอัตราส่วน (โดยประมาณ) เนื่องจากน้ำหนักอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามคุณภาพข้าวเปลือกที่นำเข้าไปสี ข้าวเต็มเมล็ด…